โลกแห่งการศึกษา
การศึกษาไทยในยุคโลกาภิวัตน์
จุดปัญญา เรียนแบบ Project Approach ที่โรงเรียนวนิษา
การสอนแบบ Project Approach คือการสืบค้นข้อมูลในด้านลึก ตามหัวข้อที่เด็กสนใจ จุดเด่นของการเรียนนี้คือ การพยายามค้นหาคำตอบ จากคำถามที่เกี่ยวกับหัวเรื่อง ไม่ว่าคำถามนั้นจะมาจากเด็ก หรือครูก็ตาม

เรียนแบบ Project Approach ที่โรงเรียนวนิษา

สาวในชุดกี่เพ้าสีแดง คอปกสูงแขนกุด นั่งเป็นจุดรวมสายตาอยู่หน้าห้อง ในมือถือหัวสิงโตประดิษฐ์ประกอบการเล่านิทาน ห้องเยื้องๆกัน สาวหนึ่งห่มส่าหรีสีแดง อีกสาวห่มสีเขียวหน้าผากแต้มสีแดง มีห่วงโซ่สีทองห้อยระยางจากจมูกถึงหู พูดคุยยิ้มหัวกับเด็กน้อย ห้องติดกัน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่อวดแฟชั่นเสื้อหนาวกันทั้ง ๆ ที่อากาศร้อนอบอ้าว

ถ้าไม่มีป้ายข้างหน้าทางเข้าบอกว่า นี่คือ "โรงเรียนวนิษา" หลายคนอาจนึกไม่ถึงว่านี่คือห้องเรียน เพราะไม่มีใครนุ่งชุดนักเรียน กระโปรงแดง ปักอักษรย่อ ไม่มีกระดานดำ ไม่มีรอยชอล์กเขียน ก ไก่ ข ไข่ ตัวโต จะมีแต่ห้องที่ประดับประดาด้วยวัสดุต่างๆ สีสันสดใส ครูและเด็กแต่งกายตามสบาย ก็ไม่ถือว่าผิดระเบียบ เพราะโรงเรียนนี้ให้เสรีภาพทางความคิดตราบใดที่ไม่ไปกระทบกระเทือนสิทธิผู้อื่น

ไม่เชื่อมั่นระบบการศึกษาไทย

ความผิดหวัง ได้ช่วยผลักดันไห้เกิดโรงเรียนวนิษาขึ้นเมื่อ 19 ปีที่แล้ว ชุมศรี รักษ์วนิชพงศ์ อาจารย์ใหญ่ และผู้ก่อตั้งโรงเรียน ออกตัวว่า อาจเป็นพื้นฐานการศึกษาในด้านวรรณคดีอังกฤษ ที่สอนให้คนวิเคราะห์มองเห็นความระหว่างบรรทัด และแง่มุมพิเศษ เธอจึงมักมีมุมมอง แตกต่างจากผู้อื่น ถ้าจะเรียกว่ามีความคิด "ขบถ" คงไม่ผิดนัก และแน่นอนเธอมีความคิดขบถต่อการศึกษาไทย

"ดิฉันไม่เชื่อวิธีทีโรงเรียนส่วนใหญ่ทำอยู่ จับเด็กมาขังในคอก ไม่อยากจะใช้คำนี้ แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ บังคับเด็กมานั่งๆ จำกัดศักยภาพการเติบโตของสมอง" โรงเรียนอนุบาลในมโนภาพของเธอ น่าจะเป็น ที่ที่เด็กได้เล่นอย่างสนุกสนาน พร้อบกับได้เรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ แต่โรงเรียนในเมืองกรุงส่วนใหญ่ที่พบมา ต้องบังคับจับเด็กมานั่งคัดตัวอักษร ท่องตัวเลข

ในช่วงที่หาโรงเรียนให้บุตรสาวอาจารย์ชุมศรีต้องตระเวนเปลี่ยนโรงเรียนมากกว่า 20 แห่งภายในปีเดียว สุดท้ายจึงตัดสินใจสอน "หนูดี" ลูกสาวคนโตด้วยตัวเอง โดยมีกลุ่มเพื่อนที่สนิทชิดเชื้อและไว้วางใจอีก 4-5 คน มาร่วมทำโรงเรียนอนุบาล โดยพ่อแม่ก็ร่วมเป็นครูด้วย ตอนนั้นคิดว่าในปีถัดไปก็จะยุบชั้นอนุบาล1 และเปิดสอนชั้นอนุบาล2 และหยุดไว้เพียงแค่นั้น

แต่แล้ว เธอต้องขยายชั้นเรียนระดับประถม เพราะเริ่มมีคนสนใจการเรียนการสอนของวนิษา พาลูกมาฝากฝังให้ดูแล ประกอบกับเห็นว่า เวลาเพียง 3-4 ปี ยังไม่สามารถสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับพ่อแม่ เธอปวดแปลบเมื่อเห็นผิวบางของหนูน้อยในโรงเรียนคนหนึ่ง ขึ้นนูนเป็นรอยไม้ เธอจึงคิดว่าเธอต้องการให้ทุกฝ่ายเข้าใจร่วมกันถึงความสำคัญของ "เด็ก" รวมถึงไม่ต้องการเห็นนักเรียนของเธอ ที่ผ่านการเรียนมาในรูปแบบเตรียมความพร้อม ต้องถูกเคี่ยวเข็ญ เร่งเรียน เมื่อไปสมัครเรียนต่อโรงเรียนอื่น

เรียนแบบ Project Approach

นับแต่เปิดสอนในยุคแรก การเรียนในชั้นอนุบาลของวนิษา จะเน้นฝึกทักษะจากการทำกิจกรรมต่างๆ ตลอดเวลาได้มีการพัฒนา รูปแบบกิจกรรมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ปัจจุบัน ชาววนิษาเรียกการเรียนการสอนนี้ว่า Project Approach ซึ่งอาจารย์ชุมศรีไม่ประสงค์ จะแปลเป็นไทย หรือเรียกว่า "โครงงาน"

โดยวิธีการเรียนนี้ ครูในโรงเรียนวนิษาจะช่วยกันระดมความคิด นำเสนอหน่วยการเรียนหลัก และภายใต้หน่วยหลักนั้นจะต้องคลุมหน่วยเล็ก ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ชุมชนของเรา ต้นไม้ พืช มลภาวะ หน่วยการเรียนจะเปลี่ยนไปในแต่ละเทอม

ในภาคการศึกษานี้ เด็กๆ กำลังสนุกอยู่กับหน่วยการเรียนชุมชนเมือง ห้องอนุบาลทั้ง4 ถูกสมมติให้เป็นเมืองต่างๆ กวางเจา ราชคฤห์ อลาสก้า และอยุธยา เด็กๆ สนุกที่ได้เห็นคุณครูแต่งกายไปตามบทบาทสมมุติ

บรรยากาศสดใสของเช้าวันหนึ่งที่ห้องอยุธยา เด็กๆ กำลังสาละวนอยู่กับการปั้นบัวลอย บางลูกเล็กเท่าลูกปัด บางลูกยาวๆ รีๆ บางลูกใหญ่เท่าลูกชิ้น เด็กๆ กำลังสร้างสรรค์หน้าตาของบัวลอยที่ไม่ใช่แบบฉบับของบัวลอยที่ครูเคยเห็นหรือเคยทานที่ไหนมาก่อน เมื่อปั้นเสร็จเด็กๆ ไปยืนออกันหน้าเตา ช่วยกันหย่อนแป้งที่ปั้นลงในกะทะทองเหลือง ที่กำลังร้อนพอเหมาะ หลายคนกลัว เอามือผลุบเข้าหาตัวเมื่อไอร้อนมาปะทะมือ ก่อนจะค่อยๆ ยื่นมือไปลองใหม่ คราวนี้มีความระวังมากขึ้น และกะระยะได้ว่าแค่ไหนจะปลอดภัยสำหรับตัวเอง

ห้องกวางเจา เด็กๆ กำลังช่วยกันสร้างธารน้ำ เอากาวแป้งเปียกผสมสีฟ้าขยำขยี้ปาดไปบนพลาสติกผืนใหญ่ดูแล้วเหมือนคลื่นน้ำ เด็กและครูช่วยกันยกไปพาดไว้เป็นแม่น้ำเมืองกวางเจาระหว่างสร้างแม่น้ำ ครูก็ชวนคุยต่างๆ นานา "ทำไมคนถึงมาอยู่ใกล้แม่น้ำล่ะคะ? "ไว้ดื่มเวลาหิวครับ" "เอาไว้ซักเสื้อ" "คนจับปลาในแม่น้ำ" ฯลฯ

เด็กน้อยกลับเป็นฝ่ายถามบ้าง "เมืองอื่นมีแม่น้ำเหมือนเราไหมคะ? "ผมเห็นห้องนั้นก็มีแม่น้ำเหมือนกัน" แต่เขาบอกว่า เป็นแม่น้ำน้ำแข็ง" เด็กอีกคนชิงตอบแทนครู พลางชี้มือไปอีกห้องหนึ่ง ที่ห้องนั้น เด็กๆ ใจจดใจจ่อกับการจะได้ออกไปล่าปลาวาฬ ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของชาวอลาสก้า เมื่อได้เวลาทุกคนติดอาวุธในมือ เป็นก้านผักตบชวา หมายมั่นว่าต้องล่าปลาวาฬตัวโตให้ได้ สักพักปลาวาฬยักษ์ว่ายวนเข้ามาในโรงเรียนเด็กๆ กรูเข้าล้อมหน้าล้อมหลัง ครูในชุดปลาวาฬกระดาษวิ่งหนี เด็กผนึกกำลังกันวิ่งไล่ และต้อนเข้าสู่เขตแดนสมมติได้สำเร็จ สักพักนักเรียนห้องกวางเจาตามออกมาสมทบและชักชวนกันเชิดสิงโต แรกๆ หัวและหางโย้เย้ไปคนละทางก่อนที่เด็กๆ จะปรึกษากันและหาทางจัดให้ขบวนสิงโตเข้ารูปเข้ารอย

หลังจากได้ออกกำลังกายจนเหงื่อชุ่มครูต้อนกลับเข้าห้องเรียน แต่ละห้องทำกิจกรรมของตนต่อไป คั้นกะทิไว้ใส่บัวลอย วาดรูป ต่อบล็อค เล่นดนตรี จะมีก็แต่นักล่าปลาวาฬทียังได้ออกมาเริงร่านอกห้อง ครูอี๊ดนำขบวนเด็กไปยังลานโล่งที่ครูใหญ่ให้คนเทน้ำแข็งไว้เต็มพื้นรออยู่แล้ว เด็กๆ ตื่นเต้น เข้าไปกระจุกตัวกันอยู่บนพื้นน้ำแข็ง ครูพูดชวนให้เด็กๆ สัมผัสและซึมซับความเย็นยะเยือก สังเกตขนาด จำนวนของก้อนเล็กก้อนใหญ่ มุมใกล้กัน มีอ่างใส่น้ำและน้ำแข็ง ครูเริ่มตั้งคำถามให้นักเรียนสังเกตถึงการจม การลอยของน้ำแข็ง

เล่นคือเรียน

ดูเผินๆ เด็กอนุบาลของวนิษาจะเล่นสนุกันทั้งวัน ไม่มีครูมาคอยควบคุมให้ทำอะไรต่อมิอะไรที่ไม่อยากทำ แต่เป็นเพื่อนเล่นที่เขารัก ยอมเป็นปลาวาฬให้พวกเขาไล่ล่า ยอมเป็นหัวหน้าขบวนสิงโต สนุกสนานราวกับครูเป็นเด็กไปด้วย

แต่พร้อมๆ ไปกับการเล่นเด็กๆ ได้เรียนวิทยาศาสตร์เรื่องการจม การลอยของวัตถุจากการต้มขนมบัวลอยและการเล่นน้ำแข็ง ได้ออกกำลังกาย จากการล่าปลาวาฬและเชิดสิงโต

ในแต่ละหน่วยการเรียนจะต้องมีเนื้อหาครบทั้ง วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคม คณิตศาสตร์ "เวลาสอนเราจะไม่ได้แบ่งเป็นรายวิชา สอนรวมกันไป เพราะฉะนั้น ครูต้องแม่นว่าเด็กจะได้ความรู้อะไร"

แต่การให้ความรู้วิชาการนั้น ไม่ใช่การอัดแน่นความรู้ใส่สมองเด็ก แต่เป็นการกระตุ้นให้เด็กคิดหาคำตอบหลากหลาย เน้นความสร้างสรรค์ ด้วยคำถามแบบปลายเปิด เมื่อถามถึงรูปทรงของน้ำแข็ง เด็กไม่ผิดถ้าจะตอบไม่ตรงกันว่า "กลมๆ" "สี่เหลี่ยม" ยาวแบน" ไม่มีข้อหาฉกาจฉกรรจ์ ถ้าเด็กอยากปั้นบัวลอยเป็นเส้นยาวอยากทำขนมกล้วยแบบไม่ใส่กล้วย ไม่ผิดถ้าเด็กไร้เดียงสาทะเล้นตอบว่า ขนมถ้วยทำจากแป้งจอห์นสันกับนมโฟร์โมสต์ เป็นหน้าที่ของครูต่างหากที่จะช่วยขจัดความคิดที่เป็นอันตรายต่อตัวเด็กออกไป และส่งเสริมความคิดที่ดีให้คงอยู่

ที่วนิษาให้ความสำคัญมากกับการเตรียมความพร้อมทักษะด้านต่างๆ ซึ่งเป็นอาวุธสำคัญในการเรียนรู้ เด็กๆ จะได้ฝึกทักษะ ฟัง-พูด-เขียน-อ่าน ที่ไม่ใช่การเขียน-อ่านสัญลักษณ์แต่กินความหมายลึกกว่านั้นเพราะหัวใจของการเรียนรู้ภาษาที่แท้จริงคือการรู้จักแปลความหมายจากสัญลักษณ์

ฟัง ไม่ใช่เพียงการได้ยินและทำตามคำสั่งครู แต่หมายถึงการที่เด็กสามารถประมวลความหมายได้ ครูกระตุ้นโดยการเล่านิทาน หรืออัดเสียงต่างๆ ที่มีอยู่ในชุมชนลงในเทป เช่น ไก่ขัน นกร้อง น้ำไหล

พูด การพูดคุยจะเป็นการเรียนที่เป็นธรรมชาติที่สุด เด็กที่มีโอกาสพูดมาก และฟังมาก จะเป็นเด็กที่มีพัฒนาการว่องไว

อ่าน เมื่อผู้ใหญ่ยิ้มแล้วเด็กยิ้มตอบ นั่นคือการที่เด็กอ่านไมตรีออกนั่นคือจุดเริ่มต้นของพัฒนาการอ่านตามธรรมชาติ ก่อนจะพัฒนามาอ่านรูป แล้วจึงอ่านตัวอักษร

เขียน ไม่ใช่การบังคับตรึงเด็กไว้ที่เก้าอี้ แล้วคัดอักษร แต่นำเด็กเข้าสู่กิจกรรมต่าง เพื่อเตรียม

พร้อมความสัมพันธ์มือและตา ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการเขียนในอนาคต

ครูมีหัวใจเป็นเด็ก

"เราจะดีใจมากถ้ามีใครบอกว่าครูวนิษาเป็นเด็ก" เป็นเด็กในที่นี้ คือหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นอยากสัมผัส กับสิ่งแปลกใหม่ และพยายามค้นหาคำตอบนั้น

ในเอกสารอบรมครูประจำการโรงเรียนวนิษา มีคำพูดที่น่าสนใจว่า "ไม่แน ่สิ่งที่ยากที่สุดในชีวิตครูอาจจะเป็นการเก็บรักษาความอยากรู้อยากเห็นตื่นเต้นต่อโลกใบนี้ไว้ ไม่ให้หล่นหายไปจากหัวใจของเด็ก เมื่อเขาโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว" และเมื่อครูเข้าถึงหัวใจเด็ก ก็จะไม่ขัดขวางความซุกซนใคร่รู้ ไม่ลงโทษด้วยการตี

"ครูของที่นี่ ต้องเปรี้ยว ไม่จืด มีอารมณ์ขัน ที่สำคัญคือ รักเด็ก และเวลาทำงานต้องกล้าแสดงออก ต้องกล้าแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ฉะนั้นเป็นเรื่องปกติที่จะเห็นครูโรงเรียนนี้ เถียงครูอยู่เสมอ ถ้าคิดว่าเหตุผลเขาดีกว่า"

การสอนแบบ Project Approach คือการสืบค้นข้อมูลในด้านลึก ตามหัวข้อที่เด็กสนใจ จุดเด่นของการเรียนนี้คือ การพยายามค้นหาคำตอบจากคำถามที่เกี่ยวกับหัวเรื่อง ไม่ว่าคำถามนั้นจะมาจากเด็ก หรือครูก็ตาม

การสอนแบบ Project Approach นี้มิใช่เรื่องใหม่ในการศึกษา หากแต่มีมานานแล้ว และได้รับการพัฒนารูปแบบให้ชัดเจนขึ้น โดย Lilian Katz ชาวอเมริกัน และ Sylvia Chard ชาวแคนาดา ทั้งคู่ได้รับแรงบันดาลใจจากการศึกษาดูงานการเรียนการสอน แบบ Project Approach จากโรงเรียนก่อนประถมศึกษาและประถมศึกษาในเมือง Reggio Emilia ทางตอนเหนือของอิตาลี

องค์ประกอบของการเรียนแบบ Project Approach คือ การอภิปรายกลุ่ม การศึกษานอกสถานที่ การนำเสนอประสบการณ์เดิม การสืบค้น และการจัดแสดง

จะเห็นได้ว่า ประชาชนทั่วไป หรือชุมชนใกล้เคียงของโรงเรียนจะต้องตระหนักและใส่ใจกับการเรียนรู้ของเด็ก รู้ว่าเยาวชนของประเทศเขากำลังเรียนเรื่องอะไรอยู่ ซึ่งอาจารย์ชุมศรีมีความเห็นว่าการจะจัดการเรียนการสอนแบบ Project Approach อย่างสมบูรณ์แบบในประเทศไทย เกิดขึ้นค่อนข้างยาก จำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนทั้งด้านงบประมาณจำนวนมาก เนื้อหา บุคลากรที่มีคุณภาพและทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน


ที่มา : หนังสือสานปฏิรูป ฉบับเดือนสิงหาคม 2542





| หน้าหลัก |
| โลกแห่งการศึกษา | ภูมิปัญญาไทย | เกี่ยวกับโครงการ | ความคิดนี้มีเพื่อน | เครือข่ายแห่งความหวัง |


สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 โครงการ "การศึกษาไทยในยุคโลกาภิวัตน์"
Copyright 1994 Thai EDU. All Rights Reserved.