banner05.jpg (9961 bytes)
diaflurline.gif (1468 bytes)

ดร.สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ,
กรกฎาคม 2543

  1. ข้อมูลทั่วไป 3. ข้อเสนอระบบการประเมินครู และบุคลากรทางการศึกษา
  2. บทวิเคราะห์ เอกสารอ้างอิง
   
1. ข้อมูลทั่วไป
          จากผลแห่งบทบัญญัติในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่จะนำสู่การ
เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของการจัดการศึกษาของไทย   โดยเน้นการปฏิรูปการเรียนรู้ของสังคม
ไทย   เพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพ    กำหนดแนวทางการปฏิรูปการศึกษา
ด้านต่าง ๆ เช่น การปฏิรูประบบบริหารและการจัดการศึกษา   การปฏิรูปครู  คณาจารย์และ
บุคลากรทาง  การศึกษา   การประกันคุณภาพการศึกษา   การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี
เป็นต้น
          ในส่วนของการบริหารงานบุคคล ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ กำหนดให้มี
องค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู       โดยให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา
ทั้งของหน่วยงานทางการศึกษาในระดับสถานศึกษาของรัฐ   และระดับเขตพื้นที่การศึกษา
เป็นข้าราชการในสังกัดองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู   โดยยึดหลักการ
กระจายอำนาจการบริหารงานบุคคลสู่เขตพื้นที่การศึกษา (มาตรา 54)   และให้มีกฎหมาย
ว่าด้วยเงินเดือน  ค่าตอบแทน   สวัสดิการ   และสิทธิประโยชน์เกื้อกูลอื่น   เพื่อให้มีรายได้ที่
เพียงพอและเหมาะสมกับฐานะทางสังคมและวิชาชีพ (มาตรา 55) นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติ
ที่เกี่ยวข้องกับครู และบุคลากรทาง   การศึกษาที่กำหนดให้กระทรวงจัดระบบ   กระบวนการ
ผลิต  การพัฒนาครู  คณาจารย์   และบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐานที่
เหมาะสมกับการเป็นวิชาชีพชั้นสูง   การจัดตั้งกองทุนพัฒนาครู   คณาจารย์  และบุคลากร
ทางการศึกษา (มาตรา 52) ให้มีองค์กรวิชาชีพครู   ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการ
ศึกษา ให้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู (มาตรา 53)    ทั้งนี้ต้องแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย
ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พ.ร.บ.ครู พ.ศ. 2488 และ พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครู พ.ศ. 2523
ให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี (ภายในวันที่ 20 สิงหาคม 2545)
          ปัจจุบันองค์กรที่ทำหน้าที่บริหารงานบุคคลของข้าราชการครู   ได้แก่  คณะกรรมการ
ข้าราชการครู (ก.ค.)   มีสำนักงาน ก.ค. ที่เป็นส่วนราชการฐานะเทียบเท่ากรมทำหน้าที่
บริหารและจัดการ    รวมทั้งดำเนินการให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครู พ.ศ.
2523  ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2535  และฉบับที่ 3 พ.ศ. 2538  สำนักงาน ก.ค. ได้ตั้งขึ้นตั้งแต่
วันที่ 1 ตุลาคม 2523 นับจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 20 ปี
          โดยอำนาจหน้าที่ของ ก.ค.   จะทำหน้าที่เป็นองค์กรกลางการบริหารงานบุคคลของ
ข้าราชการครูในกระทรวงศึกษาธิการ   โดยมีอำนาจหน้าที่หลักในการกำหนดระบบวิธีการ
บริหารงานบุคคล   ให้หน่วยงานทางการศึกษาปฏิบัติ   และควบคุมกำกับการบริหารงาน
บุคคลของหน่วยงานต่าง ๆ ให้เป็นไปตามกฎหมาย    และระบบวิธีการที่ ก.ค. กำหนด
จึงอาจกล่าวได้ว่า ก.ค. ดำเนินการโดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ   เพื่อส่งเสริม  ควบคุม
กำกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู ให้มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะ
อย่างยิ่ง ก.ค. จะเป็นผู้วางระบบทางก้าวหน้าทั้งด้านเงินเดือน และตำแหน่งของข้าราชการครู
ซึ่ง ก.ค.ได้กำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการ รวมทั้งแนวการประเมินเพื่อกำหนด และแต่งตั้ง
ข้าราชการครูในสายงานต่าง ๆ   โดยเน้นการพิจารณาความชำนาญการ   ความเชี่ยวชาญ
หรือความเชี่ยวชาญพิเศษ และผลงานทางวิชาการที่ปรากฏทั้งในด้านคุณภาพ และประโยชน์
ของผลงานทางวิชาการตามระดับตำแหน่งที่จะแต่งตั้ง จากการดำเนินงานในระยะที่ผ่านมา
ทำให้ข้าราชการครูจำนวนมาก มีความก้าวหน้าทางตำแหน่งและเงินเดือนมากขึ้นโดยลำดับ
แต่ก็มีข้อสงสัยจากสาธารณชนทั่วไปว่าความก้าวหน้าของครู สอดคล้องกับคุณภาพการศึกษา
หรือไม่ และระบบการประเมินใช้วิธีการที่เน้นประเมินจากสภาพที่เป็นจริงหรือยัง (Authentic
Assessment)   นอกจากนี้ครูที่ได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งที่สูงขึ้น   ได้รับการยอมรับใน
ความเชี่ยวชาญหรือเชี่ยวชาญพิเศษมากน้อยเพียงใด ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนมากน้อยเพียงใด
และที่สำคัญคือคุ้มกับค่าใช้จ่ายภาครัฐด้านบุคคล ที่ต้องจ่ายให้กับครูที่มีผลงานทางวิชาการ
และมีตำแหน่งที่เพิ่มขึ้นหรือไม่   สิ่งเหล่านี้จะต้องมีคำอธิบายและมีความชัดเจนเพื่อสร้าง
ความมั่นใจและเชื่อมั่นในระบบการบริหารงานบุคคลตามแนวทางของการปฏิรูปการศึกษา

                                                                         arrow51.gif (780 bytes)

2. บทวิเคราะห์
          2.1 ระบบการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ.2542 ได้กำหนดให้มีองค์กรกลางบริหารงานบุคคล โดยให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา
ในระดับสถานศึกษาของรัฐ   และระดับเขตพื้นที่การศึกษาเป็นข้าราชการในสังกัด   และยึดหลัก
การกระจายอำนาจสู่เขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาตามมาตรา 54   และมาตรา 39 องค์กร
กลางดังกล่าวอาจเรียกว่า คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา อำนาจหน้าที่
จะคล้ายกับ ก.ค.ปัจจุบัน   แต่ดำเนินการตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของกระทรวง
ใหม่   ในส่วนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา   ซึ่งมีโครงสร้างของคณะกรรมการ
และอำนาจหน้าที่ที่สอดคล้องกับโครงสร้างการบริหารงานของกระทรวงใหม่ ตาม พ.ร.บ.
การศึกษาแห่งชาติ   และเน้นการกระจายอำนาจไปยังอนุกรรมการข้าราชการครู    และบุคลากร
ทางการศึกษาประจำเขตพื้นที่การศึกษา      คณะกรรมการฯ ส่วนกลางจะทำหน้าที่เกี่ยวกับการ
เสนอแนะนโยบาย   การวางแผนกำลังคน   การออกกฎข้อบังคับ   หรือระเบียบต่าง ๆ  และการ
ตรวจสอบ  กำกับ  ดูแล   การดำเนินงานของอนุกรรมการฯ ประจำเขตพื้นที่  ให้เป็นไปตาม
นโยบาย   แผนและกฎระเบียบที่กำหนด   แนวโน้มขององค์กรกลางบริหารงานบุคคลที่เปลี่ยน
ไปจาก ก.ค. เดิม ก็คือ โครงสร้างการบริหารงานและคณะกรรมการ ซึ่งจะเป็นองค์กรที่มีความ
สัมพันธ์กับคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน   โดยมีสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครู
และบุคลากรทางการศึกษา          เป็นหน่วยงานหนึ่งของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐานและเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน    เป็นกรรมการและเลขานุการ
ทำหน้าที่เป็นเลขานุการคณะกรรมการ   วินัย   และประสานส่งเสริมวิชาการด้านการบริหาร
งานบุคคล   รวมทั้งการประสานและส่งเสริมการดำเนินงาน ของอนุกรรมการฯ ประจำเขต
พื้นที่ด้วย   อย่างไรก็ตามกระทรวงศึกษาธิการ   โดย ก.ค. ก็มีข้อเสนอที่จะยังคงสำนักงาน
ก.ค.   ไว้เป็นหน่วยงานระดับกรมเช่นเดิม   แต่มีการกระจายอำนาจไปยังคณะกรรมการ ก.ค.
ประจำเขตพื้นที่การศึกษา ผลสรุปจะเป็นเช่นใด   ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องร่วมคิดบนพื้นฐาน
ของเหตุและผลที่จะส่งผลต่อคุณภาพของการศึกษาเป็นสำคัญ
          2.4 ระบบการประเมินครู และบุคลากรทางการศึกษา การประเมินครูในอดีตที่ผ่านมา
ก.ค. มุ่งเน้นการประเมินเพื่อการกำหนด   และการปรับปรุงตำแหน่ง   โดยมีนโยบายการ
พัฒนาครู และพัฒนาระบบหลักเกณฑ์และวิธีการในการบริหารงานบุคคล เพื่อมุ่งสู่การ
ยกระดับมาตรฐานข้าราชการครู เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษามาโดยลำดับ และมีความ
พยายามที่จะนำวิธีการประเมินที่เน้นระดับคุณภาพของครู (NTQ : National Teacher
Qualification)  ระดับคุณภาพของผู้บริหาร (EMQ : Educational Manager
Qualification) และสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาก็ได้พัฒนาเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพครู
และเกณฑ์มาตรฐานผู้บริหารการศึกษาของคุรุสภา พ.ศ. 2540   เพื่อนำมาใช้ให้เกิดผล
อย่างจริงจัง   และเมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
แล้ว   ได้นำแนวทางดังกล่าวมาใช้เป็นข้อมูลที่จะปรับปรุงกฎหมายตามมาตรา 54  และ
มาตรา 73   ซึ่งจะส่งผลให้มีการปรับปรุงระบบการประเมินครู   และบุคลากรทางการ
ศึกษาให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษา   และเป็นไปตามแนวทาง
การปฏิรูประบบบริหารภาครัฐของ ก.พ. ด้วย สาระที่เกี่ยวข้องกับการประเมินครู   และ
บุคลากรทางการศึกษาที่สำคัญ สรุปได้ ดังนี้
               1. ครู และบุคลากรทางการศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน   ต้องมีใบอนุญาตประกอบ
วิชาชีพ   เพื่อยกระดับมาตรฐานวิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง    และเพื่อการประกัน
คุณภาพการศึกษา ทั้งนี้ต้องผ่านการประเมินตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด
               2. มีองค์กรวิชาชีพที่ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานวิชาชีพ จรรยาบรรณของวิชาชีพ
และพัฒนาวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา
               3. จัดระบบกระบวนการผลิต การพัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพ
และมาตรฐานที่เหมาะสมกับการเป็นวิชาชีพชั้นสูง
               4. จัดตั้งกองทุนพัฒนาครู   คณาจารย์   และบุคลากรทางการศึกษา   โดยรัฐจัดสรร
งบประมาณให้อย่างเพียงพอ
               5. การกำหนดเงินเดือนและค่าตอบแทน    สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา
ซึ่งต้องมีระบบการประเมินตามระดับคุณภาพของครู และบุคลากรทางการศึกษาที่กำหนด
               6. การจัดกระบวนการเรียนรู้ของครู   ต้องยึดหลักว่าผู้เรียนสำคัญที่สุด   และจัด
กระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน    จัดกิจกรรมให้
ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างเหมาะสม และเต็มตามศักยภาพของผู้เรียน
               7. เส้นทางความก้าวหน้าของครู จะเน้นระดับคุณภาพ 4 ระดับ ได้แก่ ครูปฏิบัติการ
ครูชำนาญการ  ครูเชี่ยวชาญ   และครูเชี่ยวชาญพิเศษ   ทั้งนี้จะต้องกำหนดหลักเกณฑ์และ
วิธีการประเมินเพื่อกำหนดและแต่งตั้งข้าราชการครู   ให้สอดคล้องกับระดับคุณภาพที่
กำหนด
               8. แนวทางการปฏิรูประบบบริหารภาครัฐของ ก.พ. เน้นการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์
(Result Based Management : RBM)   ซึ่งมีระบบการประเมินบุคคลโดยยึดความ
สามารถเป็นหลัก (Competency Based)     และประเมินจากสภาพการปฏิบัติงานจริง
(Authentic Assessment)   สอดคล้องกับแนวทางการประเมินครู    และบุคลากรทาง
การศึกษาที่จะกำหนดตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
         
           สาระที่กล่าวมาข้างต้น จะนำมาสู่แนวทางการจัดระบบการประเมินครู และบุคลากรทาง
การศึกษา โดยมุ่งหวังว่าจะเป็นระบบที่จะช่วยพัฒนาการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู
ให้มีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับของผู้ที่เกี่ยวข้อง   มีระดับคุณภาพที่เป็นมืออาชีพ   สามารถจัด
กระบวนการเรียนรู้   เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร

                                                                             arrow51.gif (780 bytes)

3. ข้อเสนอระบบการประเมินครู และบุคลากรทางการศึกษา
          จากการวิเคราะห์แนวทางการจัดระบบบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู   และสาระที่
เกี่ยวข้องกับการประเมินครู และบุคลากรทางการศึกษาแล้ว   สามารถนำมากำหนดเป็นระบบ
การประเมิน   เพื่อเป็นข้อเสนอให้วิพากษ์ ประกอบด้วย 6 ส่วน ดังนี้
               3.1 หลักการ
               3.2 โครงสร้าง
               3.3 องค์ประกอบ
               3.4 หลักเกณฑ์ และวิธีการประเมิน
               3.5 แนวทางการประเมิน
               3.6 เงื่อนไขความสำเร็จ
มีรายละเอียดที่จะนำเสนอ ดังนี้
          ระบบการประเมินครู และบุคลากรทางการศึกษา
1. หลักการ
          1.1 เน้นการประเมินเพื่อประกันคุณภาพตามมาตรฐาน และจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ
          1.2 เป็นการประเมินเพื่อจัดระดับตำแหน่งตามระดับคุณภาพครู    และบุคลากรทาง
                 การศึกษาอื่น
          1.3 การประเมินต้องเป็นไปเพื่อการพัฒนาศักยภาพของครู และบุคลากรทางการศึกษา
          1.4 ผลการประเมินนำไปสู่การกำหนดตำแหน่ง   เงินเดือน   และค่าตอบแทนที่เหมาะสม
                 กับฐานะทางสัง คม และวิชาชีพ
          1.5 ยึดหลักการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
          1.6 เน้นการประเมินจากผลงาน และสภาพที่แท้จริง โปร่งใสและตรวจสอบได้
          1.7 เน้นการกำหนดตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาศักยภาพของ
                ผู้เรียนเป็นสำคัญ

2. โครงสร้าง ประกอบด้วยองค์กรที่ทำหน้าที่ประเมิน 4 ส่วน คือ
          2.1 คณะกรรมการข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา (ก.ศ.)   ทำหน้าที่หลัก
4 ประการ คือ เสนอแนะนโยบายและแผนการพัฒนาระบบการประเมิน กำหนดหลักเกณฑ์
และวิธีการประเมิน  กำกับ   ติดตามการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการฯ ประจำเขตพื้นที่
การศึกษา และการวิจัยและพัฒนาระบบการประเมินครูและบุคลากรทางการศึกษา   เพื่อนำ
มาจัดทำข้อเสนอนโยบายและการจัดทำแผนการพัฒนาระบบการประเมิน
          2.2 คณะอนุกรรมการข้าราชการครู   และบุคลากรทางการศึกษาประจำเขตพื้นที่
การศึกษา (อ.ก.ศ.) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการประเมินครู และบุคลากรทางการศึกษา 4 ประการ
คือ แต่งตั้งคณะกรรมการประเมินครู   และบุคลากรทางการศึกษาประเภทต่าง ๆ ให้ความ
เห็นชอบผลการประเมินของคณะกรรมการฯ    จัดทำบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้
เชี่ยวชาญประจำเขตพื้นที่ การศึกษาเพื่อแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการประเมินครู(รายบุคคล)
ประมวลผลการประเมินเพื่อจัดทำรายงานประจำปี ต่อคณะกรรมการข้าราชการครูและ
บุคลากรทางการศึกษาและเขตพื้นที่การศึกษา
          2.3 คณะอนุกรรมการประเมินครู และบุคลากรทางการศึกษา   มีหน้าที่ประเมินครู
และบุคลากรทางการศึกษาประเภทต่างๆ รายบุคคล   ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะ
กรรมการข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษากำหนด   ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหาร
คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิในบัญชีรายชื่อของ อ.ก.ศ. ประจำเขตพื้นที่
ตัวแทน อ.ก.ศ. ประจำเขตพื้นที่การศึกษา และตัวแทนองค์กรวิชาชีพครู    ถ้าประเมิน
ผู้บริหารสถานศึกษา    ควรมีคณะกรรมการที่ประกอบด้วย ผู้อำนวยการฯ เขตพื้นที่
การศึกษา  ตัวแทนคณะอนุกรรมการ อ.ก.ศ. ประจำเขตพื้นที่การศึกษา   ตัวแทนคณะ
กรรมการฯ เขตพื้นที่การศึกษา   และผู้ทรงคุณวุฒิตามบัญชีรายชื่อของ อ.ก.ศ. ประจำ
เขตพื้นที่การศึกษา   ทั้งนี้จำนวนผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการฯ   ควรมีไม่น้อยกว่า
ครึ่งหนึ่งของคณะกรรมการอื่น ๆ  
          2.4 องค์กรวิชาชีพ และผู้ปกครอง นักเรียนที่ครูนั้นสอนหรือรับผิดชอบจัดกระบวน
การเรียนรู้   มีสิทธิคัดค้านผลการประเมินเพื่อส่งให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและ
บุคลากรทางการศึกษา ประจำเขตพื้นที่การศึกษาวินิจฉัยชี้ขาด

3. องค์ประกอบ
          ระบบการประเมินครู และบุคลากรทางการศึกษา ควรประกอบด้วยองค์ประกอบ
ต่อไปนี้
          3.1 ผู้ประเมิน ได้แก่ คณะกรรมการประเมิน ที่ได้รับการแต่งตั้ง
          3.2 ผู้ถูกประเมิน ได้แก่ ครู และบุคลากรทางการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา
          3.3 เครื่องมือประเมิน ได้แก่ แบบประเมินคุณสมบัติ ประสบการณ์ (ความเชี่ยวชาญ)
                 หลักฐานจากแฟ้มพัฒนางานของครู และผลการพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตร
          3.4 หลักเกณฑ์และวิธีการ ได้แก่ หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินครู และบุคลากรทาง
                 การศึกษา ที่คณะกรรมการ ก.ศ. (ส่วนกลาง) กำหนด
          3.5 ระดับคุณภาพ ตำแหน่งเงินเดือน และค่าตอบแทนที่จะได้รับ
          3.6 การยกย่องและเชิดชูเกียรติ หรือรางวัลอื่น ๆ

4. หลักเกณฑ์และวิธีการประเมิน
          4.1 กำหนดคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งที่จะขอรับการประเมิน     โดยปรับจาก
หลักเกณฑ์ ก.ค. เดิม ให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ
กำหนดระดับคุณภาพของครู   หรือบุคลากรทางการศึกษาอื่น ๆ   แต่ละประเภทพร้อมทั้ง
ตัวชี้วัดระดับคุณภาพ   โดยปรับปรุงจากระดับคุณภาพครู (NTQ)  ระดับคุณภาพของ
ผู้บริหารการศึกษา (EMQ) ที่ได้ศึกษาไว้แล้ว
          4.2 กำหนดวิธีการในการกำหนดตำแหน่ง   และการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งให้
สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ตามโครงสร้างใหม่
          4.3 กำหนดขั้นตอนของการขอรับการประเมินที่ชัดเจน เพื่อกระตุ้นให้ครูผู้มีผลงาน
เป็นที่ประจักษ์ ได้มีโอกาสเข้ารับการประเมินอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม
          4.4 กำหนดเงินเดือนและค่าตอบแทนอื่น ตามระดับคุณภาพที่ได้รับการประเมิน
ทั้งนี้ถ้าเป็นค่าตอบแทนอื่นที่ไม่ใช่เงินเดือน   ควรมีเงื่อนไขและเงื่อนเวลาที่จะส่งเสริม
และกระตุ้นให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง   
          ทั้งนี้ ควรมีคณะทำงานเพื่อดำเนินการจัดทำรายละเอียดของหลักเกณฑ์ และวิธีการ
ประเมินจาก ข้อ 4.1 - 4.5 สำหรับในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายอื่น เช่น กฎหมายเกี่ยวกับ
เงินเดือนฯ พ.ร.บ. จัดตั้งกระทรวงการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เป็นต้น เมื่อได้ข้อยุติ
หรือมีการประกาศใช้แล้วให้นำมาประกอบการจัดทำหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินครู
และบุคลากรทางการศึกษาด้วย

5. แนวทางการประเมิน
          จากหลักการ   โครงสร้าง  องค์ประกอบ   หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินที่ได้นำเสนอ
ข้างต้น การประเมินยึดแนวทางของการประเมิน ดังนี้
          5.1 ควรนำหลักฐานหรือร่องรอยของการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนตามวัตถุประสงค์
ของหลักสูตร   และการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม และสภาพท้องถิ่น
มาใช้ให้เกิดประโยชน์เป็นส่วนสำคัญของการประเมิน
          5.2 ให้พิจารณาความพึงพอใจของผู้เกี่ยวข้อง (Stakeholder) เช่น นักเรียน ผู้ปกครอง
ชุมชน  ผู้บริหาร   คณะกรรมการสถานศึกษา และเพื่อนร่วมทีมงาน เป็นต้น เพื่อสร้างความมั่นใจ
ในคุณภาพของผู้ที่ได้รับการประเมิน
          5.3 พิจารณาหลักเกณฑ์และวิธีการประเมิน   สำหรับผู้ปฏิบัติงานกับกลุ่มผู้เรียนที่มีความ
ยากง่ายของการพัฒนา  เช่น กลุ่มด้อยโอกาส  เด็กเร่รอน   เด็กพิการ  ชาวเขา  ชาวเล เป็นต้น
รวมทั้งสภาพภูมิศาสตร์   วัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่น
          5.4 คณะกรรมการประเมินที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ   ต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญเฉพาะ
หรือมีประสบการณ์ในสาขาที่ประเมินนั้นอย่างน้อย 1 คน
          5.5 หลักฐานอื่น ๆ ที่ควรนำมาประกอบการพิจารณา   เช่น
                1) หลักฐานที่แสดงถึงการสร้างองค์ความรู้ที่เกิดจากการจัดกระบวนการเรียนรู้
ตามระดับคุณภาพครู และบุคลากรทางการศึกษา
                2) ความสามารถที่แสดงถึงการพัฒนา   แบบพิมพ์เทียบมาตรฐาน   หรือภาพฉาย
(Template) ของรายวิชาตามหลักสูตร
                3) หลักฐานของผลงานที่สาธารณชนทั่วไป   ยอมรับว่าเกิดจากความสามารถของ
ผู้ขอรับการประเมิน
          5.6 ผู้ขอประเมินต้องได้รับการพิจารณาหรือพิสูจน์แล้วว่าเป็นผู้ที่รักษาจรรยาบรรณ
แห่งวิชาชีพอย่างเคร่งครัด และปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพ
          5.7 ในระยะยาวอาจปรับเปลี่ยนให้คณะกรรมการประเมิน เป็นหน่วยงานเอกชนที่ได้รับ
การรับรองให้เป็นผู้ประเมินตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดก็ได้

6. เงื่อนไขความสำเร็จ
          จากข้อเสนอที่กล่าวมา จะสำเร็จได้ด้วยเงื่อนไขเบื้องต้น ต่อไปนี้
          6.1 กฎหมายที่เกี่ยวข้องได้มีการประกาศใช้แล้ว   ตามเงื่อนไขของพระราชบัญญัติการศึกษา
                 แห่งชาติ พ.ศ. 2542
          6.2 หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
                 อย่างครบถ้วนทุกกลุ่ม
          6.3 คณะกรรมการประเมินครู และบุคลากรทางการศึกษา ที่คณะกรรมการครู และบุคลากร
                 ทางการศึกษาแต่งตั้งต้องได้รับการฝึกอบรมให้มีความเข้าใจในระบบ การประเมินฯ ใหม่
                 อย่างเป็นระบบ   รวมทั้งการสร้างจิตสำนึกและความรับผิดชอบเกี่ยวกับการประเมิน
                 เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างจริงจัง
          6.4 จัดให้มีระบบการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับคณะกรรมการประเมินครู    และบุคลากรทาง
                 การศึกษาที่ชัดเจน
          6.5 จัดให้มีการประชาสัมพันธ์ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง มีความเข้าใจตรงกันเกี่ยวกับระบบการ
                 ประเมินแนวใหม่
          6.6 ควรกำหนดสิทธิพิเศษสำหรับการได้รับส่งเสริมสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาครู    และ
                 บุคลากรทางการศึกษาเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้และผลงานที่ได้รับการประเมิน
                 อย่างต่อเนื่อง

          ข้อเสนอระบบการประเมินครู   และบุคลากรทางการศึกษานี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่จะกระตุ้นให้
ทุกท่านได้มีข้อมูลเพื่อการวิพากษ์   และนำสู่ข้อเสนอที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพครู
และบุคลากรทางการศึกษาอย่างแท้จริง       จึงขอเชิญชวนทุกท่านได้ร่วมกันสร้างพลังความคิด
เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ต่อไป

                                                                            arrow51.gif (780 bytes)

เอกสารอ้างอิง
          กระทรวงศึกษาธิการ. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542. กรุงเทพ :
                    โรงพิมพ์คุรุสภา   ลาดพร้าว, 2542.
          กระทรวงศึกษาธิการ. รายงานผลการประชาพิจารณ์ เรื่องสาระสำคัญขององค์กร วิชาชีพครู
                    และใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู. กรุงเทพ : โรงพิมพ์องค์การค้าของคุรุสภา, 2543.
          ศักรินทร์ สุวรรณโรจน์. ก.ค. กับการบริหารงานบุคคลข้าราชการครู. พิมพ์ครั้งที่ 3,
                   สำนักงาน ก.ค., 2536.
          สำนักงาน ก.ค.. มาตรฐานกำหนดตำแหน่งข้าราชการครู. เอกสารทางวิชาการสำนักงาน ก.ค.
                   กระทรวงศึกษาธิการ, 2537.
          สำนักงาน ก.ค. นโยบายการพัฒนาข้าราชการครู. กรุงเทพ : พิมพ์อักษร, 2539.
          สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. พิมพ์ครั้งที่ 2. การกระจายอำนาจทางการศึกษา :
                   การเมืองและฉันทานุมัติ. แปลจาก Decentralization of Education : Politics
                   and Consensus เขียนโดย Edward B. Fiske. 1999 แปลโดย ภัทรนันท์ พัฒิยะ,
                   กรุงเทพฯ : บริษัท ที.พี. พริ้นท์ จำกัด, 2543.
          สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา. เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพครู. พิมพ์ครั้งที่ 4, กรุงเทพ :
                   โรงพิมพ์คุรุสภา   ลาดพร้าว, 2541.
          สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา. เกณฑ์มาตรฐานผู้บริหารการศึกษาของคุรุสภา 2540. กรุงเทพ :
                   โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2540.
          สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา. แบบแผนพฤติกรรมตามจรรยาบรรณครู พ.ศ. 2539. กรุงเทพ :
                   โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2541.
          สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา. ระดับคุณภาพของครู. กรุงเทพ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2541.
          สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา. ระดับคุณภาพของผู้บริหารการศึกษา. กรุงเทพ : โรงพิมพ์คุรุสภา
                    ลาดพร้าว, 2541.

                                                                               arrow51.gif (780 bytes)

DOWNLOAD

กลับเมนูบทความวิชาการ

diaflurline.gif (1468 bytes)
Copyright @ : 2000 Ministry of Education, THAILAND
แหล่งข้อมูล : ดร.สมศักดิ์   ดลประสิทธิ์
รวบรวม จัดเตรียมข้อมูล พัฒนาและนำเสนอ : นิภา  แย้มวจี (1 ส.ค. 2543 )
หน่วยงาน :  กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ   ศูนย์สารสนเทศ สป. ศธ.
ปรับปรุงข้อมูล : -
โทร. 281-9809 , 628-5643 , 628-5644  โทรสาร  281-8218   
ติดต่อผู้ดูแลระบบ :
website@emisc.moe.go.th
diaflurline.gif (1468 bytes)