SC Internet
MU Internet
ข้อมูลทั่วไป
  ปณิธาน วิสัยทัศน์ พันธกิจ
ประวัติความเป็นมา
บุคลากร
ระเบียบบริการ
สถานที่ตั้ง/แผนที่เดินทาง

บริการสืบค้นสารสนเทศ
  Library Catalog
ฐานข้อมูล (E-Databases)
คู่มือสืบค้นฐานข้อมูล
วารสาร (E-Journals)

ทรัพยากรประเภทต่างๆ
  รายชื่อหนังสือใหม่
วารสารต่างประเทศ (ฉบับพิมพ์)
สิ่งพิมพ์ต่อเนื่องรายปี
วิทยานิพนธ์
วารสารไทย (ฉบับพิมพ์)
สารบัญวารสารไทย
สิ่งพิมพ์ช่วยค้น
ฐานข้อมูลซีดีรอม
สื่อโสตทัศนศึกษา
จำนวนทรัพยากรสารสนเทศ

ข่าวประชาสัมพันธ์
  ภาพข่าวและกิจกรรม
ข่าวประชาสัมพันธ์ย้อนหลัง

ข้อควรรู้
  รหัสห้องสมุดมหาวิทยาลัยมหิดล
เวลาทำการห้องสมุดภายในมหิดล
ระบบการจัดหมวดหมู่หนังสือ
รายชื่อร้านหนังสือ
วิธีการขอ ISBN / CIP
ค่า Impact Factor ของวารสาร
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสารสนเทศ

แหล่งสารสนเทศที่น่าสนใจ
  เว็บไซต์ห้องสมุด/ศูนย์สารสนเทศ
เว็บไซต์ทางวิชาการ
Search Engines

ความรู้เรื่องสารสนเทศสำหรับนักวิจัย
คัดมาจากเอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง "สารสนเทศสำหรับนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี" บรรยายโดย ดร. ครรชิต มาลัยวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์สารสนเทศทางเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ วันที่ 24 พฤศจิกายน 2541

สารสนเทศคืออะไร

คำว่า สารสนเทศ นี้ ทางวงการคอมพิวเตอร์ใช้กันมานานแล้ว ในความหมายตรงกับ คำภาษาอังกฤษว่า Information สำหรับวงการบรรณารักษ์และห้องสมุดนั้น ได้เลือกใช้คำอีกคำหนึ่ง คือ สารนิเทศ มาเป็นเวลานานแล้วเช่นกัน คำทั้งสองนี้ มีผู้นำมาใช้ ตั้งเป็นชื่อหน่วยงานต่างๆ มากจนยากเกินกว่าที่จะเปลี่ยน ให้เหลือเพียงคำเดียวเท่านั้น อาทิ สำนักงานสารนิเทศ ศูนย์สารสนเทศ ดังนั้น ต่อมาคณะกรรมการบัญญัติศัพท์คอมพิวเตอร์ ของราชบัณฑิตยสถาน ก็ได้เก็บคำทั้งสองนี้ ไว้เป็นศัพท์บัญญัติของคำว่า information ด้วยกันทั้งคู่

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 [1] ให้คำอธิบายคำ สนเทศ ว่าเป็น คำสั่งข่าวสาร ใบบอก ส่วนคำว่า นิเทศ นั้น มีคำอธิบายว่า เป็นคำนามหมายถึง คำแสดง คำจำแนก หากเป็นกริยาหมายถึง ชี้แจง แสดง หรือ จำแนก ดังที่ปรากฎใน พระราชทินนามที่โปรดเกล้าฯ ตั้งให้แก่ พระธรรมนิเทศทวยหาญ ก็หมายถึง ตำแหน่งที่มีหน้าที่ชี้แจง แสดงธรรมะ แก่บรรดาทหารหาญทั้งหลาย เมื่อพิจารณาในแง่นี้ ก็อาจกล่าวได้ว่า ทั้งคำว่า สารสนเทศ และ สารนิเทศ นั้น ต่างก็อาจนำไปใช้ ในความหมายว่าเป็น information ได้ด้วยกันทั้งคู่ เพราะ information นั้นก็คือ ข่าวสาร หรือ สิ่งที่เราชี้แจง หรือ แสดงให้ผู้รับเกิดความเข้าใจ เกี่ยวกับเรื่องราว ที่เราต้องการบอกกล่าวนั่นเอง แต่ที่กลุ่ม นักวิชาการคอมพิวเตอร์ ติดใจคำว่าสารสนเทศมากกว่า อาจเป็นเพราะคำว่าสารนิเทศนั้น มีความหมายในทางสื่อสาร ดังที่คณะนิเทศศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็ใช้ภาษาอังกฤษว่า Communication Science

มีอีกคำหนึ่งก็คือ ข้อมูล ซึ่งควรทำความกระจ่างตั้งแต่ตอนแรก คำนี้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้คำอธิบายว่า คือ ข้อเท็จจริง หรือสิ่งที่ถือ หรือยอมรับว่าเป็นข้อเท็จจริง สำหรับใช้เป็นหลักอนุมาน หาความจริง หรือการคำนวณ ส่วนพจนานุกรม Webster's [2] ให้ความหมายว่าเป็น "factual information (as measurements or statistics) used as a basis for reasoning, discussion, or calculation"

ในทัศนะทางด้านคอมพิวเตอร์นั้น เราเห็นว่า ข้อมูล คือตัวแทนของ โลกแห่งความเป็นจริง ตัวแทนที่แสดง ความเป็นคน สัตว์ สิ่งของ หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ข้อมูลบุคลากร ของหน่วยงานแห่งหนึ่งก็คือ รายละเอียดอันเป็น ข้อความ ตัวเลข และภาพ ที่เกี่ยวข้องกับบุคคล ที่เป็นพนักงานของหน่วยงานนั้น รายละเอียดนั้น จะมีมากน้อยเพียงใด ก็สุดแล้วแต่ว่า จะใช้แสดงเรื่อง ของบุคคลเหล่านั้น ได้ครบถ้วนสมบูรณ์เพียงใด เช่น ข้อมูลบุคลากร โดยทั่วไปอาจจะไม่มี เรื่องเกี่ยวกับ สีของตา สีของผม หรือตำหนิบนร่างกาย แต่ข้อมูลของ ผู้ที่ต้องการขออนุญาต มีหนังสือเดินทาง จะต้องระบุข้อมูลเหล่านี้ หรือข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วย ก็อาจจะต้องมีรายการที่เกี่ยวกับ น้ำหนัก ส่วนสูง กลุ่มเลือด ความดันโลหิต ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเรื่องอะไร หรือในด้านใด สิ่งที่สำคัญที่สุด ประการแรกก็คือ ข้อมูล สมบูรณ์ มากพอ ที่จะใช้อธิบายเรื่องนั้น ได้ครบถ้วนและ ถูกต้อง

ข้อมูลโดยทั่วไปนั้นมีรายละเอียดปลีกย่อยมาก แม้ว่าข้อมูลทุกรายการ จะมีความจำเป็น แต่ถ้าหากเราให้ข้อมูล ทุกรายการแก่ผู้รับ ก็ยังอาจจะทำให้ผู้รับ เกิดความสับสนได้ง่าย ยกตัวอย่าง เช่นถ้าหากนายแพทย์ ให้ข้อมูลทุกรายการ เกี่ยวกับผู้มาตรวจสุขภาพ โดยบอกตัวเลขเช่น ความดันโลหิต ชีพจร ระดับคลอเรสเตอรัล ระดับไตรกลีเซอไรน์ ระดับน้ำตาล ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้ ก็อาจจะไม่มีความหมายใดๆ ต่อผู้รับมากนัก สู้บอกง่ายๆว่า "คุณมีสุขภาพแข็งแรง เป็นปกติดี" ไม่ได้ ข้อความที่นายแพทย์ แจ้งแก่ผู้มาตรวจสุขภาพ แบบนี้แหละ ที่ทางวงการคอมพิวเตอร์เรียกว่า สารสนเทศ หริอ information

พิจรณาในแง่นี้ สารสนเทศ ก็คือ ผลสรุปที่ได้จาก การนำข้อมูลมาประมวล ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การสรุปทางสถิติ การเปรียบเทียบ การจำแนก หรือ จัดกลุ่ม ฯลฯ อย่างในกรณีของ ข้อมูลการตรวจสุขภาพนั้น สารสนเทศที่นายแพทย์ แจ้งแก่ผู้ตรวจสุขภาพนั้น ได้มาจากการที่นายแพทย์ เปรียบเทียบข้อมูลตัวเลขต่างๆ กับค่าเฉลี่ย ที่เป็นที่รู้จักกันดีแล้ว ในวงการแพทย์ หากผู้ที่ไม่ใช่นายแพทย์ ได้รับข้อมูลตัวเลขเหล่านั้นไป และผู้นั้น ไม่มีความรู้อะไรเลย เกี่ยวกับค่าเฉลี่ยเหล่านี้ ผู้นั้นก็ย่อมไม่สามารถหาข้อสรุปเป็น สารสนเทศ ที่ถูกต้องได้

จากที่กล่าวมานี้ ทางวงการคอมพิวเตอร์จึงถือว่า ระบบสารสนเทศ คือระบบจัดเก็บข้อมูล ในด้านต่างๆ เอาไว้ แล้วนำข้อมูลมาประมวล ให้เป็นสารสนเทศ เพื่อส่งให้ผู้ใช้ ระบบสารสนเทศที่รู้จักกันดีก็คือ ระบบสารสนเทศ เพื่อการจัดการ (Management Information System หรือ MIS) ระบบสารสนเทศเพื่อผู้บริหาร (Executive Information System หรือ EIS) ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support System หรือ DSS) ระบบเหล่านี้นิยมพัฒนา และใช้กันมาก ในวงการบริหารจัดการ ทั้งทางภาคธุรกิจ และเอกชน

สำหรับในงานวิจัยนั้น ระบบสารสนเทศ ที่ใช้กันมากนั้น ไม่ใช่ระบบที่กล่าวถึงชื่อมาแล้วข้างต้น แต่เป็นระบบที่เก็บข้อมูล ที่เกี่ยวกับ ข่าว หนังสือ วารสาร บทความวิจัย รายงานวิจัย ตลอดจนข้อมูลวิจัยอื่นๆ สำหรับให้ผู้ที่สนใจ สืบค้นหาเรื่องที่ตนต้องการทราบ

ไม่ว่าจะเป็นระบบสารสนเทศ สำหรับวงการบริหารจัดการ หรือ ระบบสารสนเทศเพื่องานวิจัย ความคล้ายคลึงกัน ประการหนึ่งก็คือ ระบบทั้งสองแบบนั้น ต่างก็มีจุดมุ่งหมายเหมือนกัน คือ จัดทำสารสนเทศให้แก่ผู้ใช้

ข้อที่ควรทราบอีกประการหนึ่งก็คือ สารสนเทศ นั้น ยังไม่ใช่ผลสรุปสุดท้ายที่ตายตัว อาจเป็นไปได้ที่ หลังจากนายแพทย์ พิจารณาตัวเลข คลอเรสเตอรัลแล้ว บอกผู้มาตรวจสุขภาพว่าเป็นปกติ เพราะค่าที่วัด อยู่ภายในระดับปกตินั้น ไม่ช้าไม่นาน ผู้มาตรวจสุขภาพรายนั้น อาจมีอันเป็นไป เพราะไขมันอุดหลอดเลือดหัวใจก็ได้ หากเกิดเรื่อง เช่นนี้บ่อยครั้ง วงการแพทย์ก็อาจจะต้อง ศึกษาสารสนเทศเหล่านี้มากขึ้นๆ จนกระทั่งได้ข้อสรุปขั้นสุดท้าย เป็น ความรู้ (Knowledge)

นักคิดทางด้านคอมพิวเตอร์หลายคน มองเห็นว่า ความรู้ ก็ยังไม่ใช่ที่สุด ของสิ่งที่จะได้รับจากข้อมูล ดังนั้นจึงสรุปว่า หลังจากที่มนุษย์เรา ได้รับความรู้ในด้านต่างๆ มากขึ้นๆ จนเกิดความเข้าใจแจ่มแจ้งดีแล้ว ก็จะเกิด ผลสรุปขั้นสุดท้ายเป็น ปัญญา (Wisdom)

ความสับสนเกี่ยวกับสารสนเทศ

เวลานี้บรรดาผู้บริหารทั้งหลาย ต่างยอมรับกันแล้วว่า สารสนเทศ เป็นทรัพยากรที่สำคัญอย่างหนึ่ง ของหน่วยงาน บางครั้งก็เรียกว่าเป็น ทรัพยากรรายการที่สี่ ขององค์กร คือต่อจาก Man, Machine และ Money เสียดายที่คำว่า information ไม่ได้สะกดด้วยตัว M มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นทรัพยากร 4M ไป แต่การยอมรับนี้ ก็เป็นเพียงการเห็นความสำคัญ ของสารสนเทศ ที่มีต่อการบริหารจัดการเท่านั้น สารสนเทศยังไม่ได้เป็น หนึ่งในรายการสินทรัพย์ ที่จะให้ปรากฎทางบัญชีได้ นั่นคือ ยังไม่มีใครคิดวิธีที่จะลงรายการบัญชีว่า หน่วยงานของผม มีสารสนเทศคิดเป็นเงิน 20 ล้านบาท ในอนาคตนั้นไม่แน่ อาจจะมีคนที่สามารถทำเช่นนี้ได้ เรื่องนี้คงจะต้องติดตามกันต่อไป

ความสำคัญของสารสนเทศนั้น ดูได้จากการที่ผู้บริหาร จะต้องคอยสดับตรับฟัง รับทราบข่าวสารอยู่ตลอดเวลา ครั้งหนึ่งผมเคยคุยกับ ผู้บริหารหน่วยงานสำคัญ ของประเทศท่านหนึ่ง ผมถามท่านว่า ท่านได้รับข่าวสารทางใดบ้าง ท่านตอบว่า พอท่านตื่นนอนตอนเช้านั้น ท่านก็จะเปิดโทรทัศน์ รับฟังข่าวทาง CNN จากนั้นก็จะสแกนข่าว ทางหน้าหนังสือพิมพ์ หาเรื่องที่น่าสนใจอ่าน เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ และขึ้นรถยนต์มายังสำนักงาน ท่านก็จะรับฟังข่าวทางวิทยุ และเมื่อมาถึง สำนักงานแล้ว ท่านก็จะอ่านรายงาน ที่มีผู้จัดเตรียมเสนอ ให้ท่านตัดสินใจ รวมทั้งเชิญผู้บริหารระดับสูงอื่นๆ มาพบ เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารด้วย ผู้บริหารอีกท่านหนึ่งบอกว่า เมื่อท่านเข้าถึงที่ทำงานแล้ว ท่านก็เปิดคอมพิวเตอร์ และตรวจดู จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ที่ท่านได้รับ พร้อมกับรีบตอบกลับไป

ท่านผู้บริหารเหล่านี้ หากไม่ได้รับสารสนเทศ ที่จำเป็นอย่างพอเพียงแล้ว เชื่อได้แน่ว่า ท่านจะไม่สามารถบริหารจัดการ หน่วยงานของท่าน ให้ทำงานอย่างราบรื่นได้เป็นแน่ แต่ถ้าคิดในทางกลับกัน ผู้บริหารเหล่านี้จะทราบหรือไม่ว่า ท่านกำลังเผชิญอยู่กับสถานการณ์ ที่แตกต่างไป จากการไม่มีสารสนเทศจะตัดสินใจ อีกนัยหนึ่ง ท่านกำลังประสบปัญหา เรื่องการรับสารสนเทศมามากเกินไป หรือ Information Overload

ความจริงแล้ว เวลานี้ต้องกล่าวว่า พวกเราส่วนมาก ก็กำลังได้รับสารสนเทศ มามากเกินความจำเป็น หนังสือพิมพ์ทุกวันนี้ ไม่มีสารสนเทศที่เหมาะสม ที่จะเผยแพร่ให้ผู้อ่านได้รับทราบ จึงสร้างสารสนเทศที่ไม่มีสาระ ออกมาเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเรื่อง หมูออกลูกมามีหน้าเหมือนช้าง ต้นกล้วยออกปลีมีลักษณะเหมือนเป็ด เรื่องนักแสดงระดับหางแถว ที่ฆ่าตัวตายเพราะติดหนี้ เรื่องการตรวจสอบดีเอ็นเอ เพื่อพิสูจน์ลูกดารา ฯลฯ ข่าวเหล่านี้ไม่ได้ให้สารสนเทศ ที่เป็นประโยชน์ แก่ประชาชนเลย ดังนั้น จึงเป็นการสร้าง Information Overload ให้เราต้องเสียเวลากลั่นกรอง

นอกจากนั้นเรายังตกเป็นเหยื่อ ของการประชาสัมพันธ์อันไร้สาระ ผ่านสื่อต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะทางวิทยุ โทรทัศน์ เคเบิลทีวี นิตยสาร รายการทอล์กโชว์ อินเทอร์เน็ต ฯลฯ ประชาสัมพันธ์เหล่านี้สร้าง "อสารสนเทศ" ออกมามากมายจนกระทั่ง เรากำลังจะจมอยู่ในคลื่น "อสารสนเทศ" เหล่านี้อยู่แล้ว

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่เราจะต้องตรวจสอบว่า เราตกอยู่ในคลื่นสารสนเทศ อันไร้สาระ หรือที่มีมากเกินไปหรือไม่ เราต้องเข้าใจกลไก ที่ทำให้เราต้องตกอยู่ในภาวะดังกล่าว และเราจะต้องหาทาง ที่จะพัฒนาทักษะ ในการรับสารสนเทศ ให้เฉียบคมมากขึ้น สามารถกลั่นกรองสารสนเทศ ที่มีประโยชน์ออกมาได้ เพื่อที่เราจะได้ ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของ Information Overload อีกต่อไป

การที่ใช้คำว่ากลั่นกรองนั้น เป็นเพราะสารสนเทศทั้งหลายนั้น ไม่จำเป็นจะต้องนำไปใช้การ ในทางที่เป็นประโยชน์ได้ สารสนเทศบางอย่าง เป็นเรื่องที่สร้างขึ้น เพื่อสร้างความไขว้เขว หรือทำให้ผู้รับเกิดความเข้าใจ ในด้านใดด้านหนึ่ง ที่ตรงกับที่ผู้สร้างสารสนเทศต้องการ โดยที่ความเข้าใจนั้น อาจจะไม่ใช่ความเข้าใจที่เหมาะที่ควรก็ได้ มัวรีน มาเล็นชัค [3] ได้กล่าวถึง กลเม็ดทางด้านสารสนเทศ ที่เรียกว่า Info-Tactics ว่ามีดังต่อไปนี้

  • Guided leaks ใช้กลยุทธ์ในการปล่อยข่าว ไปยังกลุ่มเป้าหมายเช่น ผู้มีอำนาจ หรือ สื่อ
  • Masked source ปกปิดต้นตอหรือต้นกำเนิด ของสารสนเทศ ไว้หลังแหล่ง ที่อาจฟังดูน่าเชื่อถือกว่า หรือบางครั้ง ไม่น่าเชื่อถือกว่า
  • Double-channel ploy ส่งข่าวสารที่แตกต่างกัน ผ่านช่องทางที่ต่างกัน
  • Access tactics ควบคุมการเข้าถึงข่าวสาร ของบุคคลบางกลุ่ม เช่น ประธานบริหาร ผู้บริหาร หัวหน้า ฯลฯ เป็นการควบคุมว่าจะให้สารสนเทศอะไร แก่บุคคลเหล่านั้นบ้าง
  • Need-not-to-know เมื่อรู้สารสนเทศบางอย่าง จะทำให้ต้องมีการลงมือปฎิบัติ หรือแสดงว่าเห็นพ้องว่า จะเป็นเช่นนั้น
  • Forced-to-know การทำให้รู้สารสนเทศ เป็นการทำให้ต้องมีความรับผิดชอบร่วมกัน หรือ ทำให้ถูกตำหนิด้วยกัน

แม้นักวิจัยจะไม่ใช่ผู้บริหาร แต่ก็สมควรเข้าใจกลเม็ดด้านสารสนเทศ ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เอาไว้บ้าง เพราะในบางครั้ง สารสนเทศที่เราต้องการนำมาใช้ ในงานวิจัยของเรา อาจจะถูกจัดกระทำ (manipulated) ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง มาแล้วก็ได้

นอกจากปัญหาในด้าน Information Overload แล้ว เรายังอาจจะประสบกับ ปัญหาที่แตกต่างกัน ได้อีกประการหนึ่งคือ Information Gap หรือ ช่องว่างทางสารสนเทศ ช่องว่างนี้ เกิดขึ้นเมื่อ บุคคลกลุ่มหนึ่ง ได้รับสารสนเทศสำหรับใช้งาน แต่คนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งอยู่ในลักษณะสภาพแบบเดียวกัน และสมควรได้รับสารสนเทศนั้นด้วย กลับไม่ได้รับ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะไม่มีเครื่องมือ สำหรับรับสารสนเทศ หรือไม่มีโอกาสที่จะได้รับก็ได้

ปัญหา Information Gap นั้นเป็นปัญหาใหญ่ ทางด้านการเมือง และการบริหารประเทศ อีกทั้งเป็นปัญหาที่ถ่วงความเจริญ ของประเทศมานาน ปัญหานี้ทำให้คนบางกลุ่มบางเหล่าของประเทศ สามารถฉวยโอกาสและช่วงชิง หาความได้เปรียบจากสารสนเทศ มาเป็นผลประโยชน์ เข้าตัวเองโดยมิชอบ

ปัจจุบันนี้รัฐบาลได้พยายามลดปัญหานี้ ลงบ้างแล้ว โดยได้ตรา "พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารภาครัฐ" ซึ่งได้เริ่มบังคับใช้ แล้วตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2540 โดยสาระก็คือ พรบ. นี้บังคับให้หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐทุกแห่ง จะต้องเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ที่สำคัญ แต่ไม่เข้าข่ายที่จะต้องปกปิด ให้ประชาชนได้รับทราบ แนวคิดใหม่ทางด้านข้อมูลข่าวสาร ก็คือ รัฐพึงเปิดเผยข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชน หากข้อมูลข่าวสารใดจำเป็นจะต้องปกปิด รัฐจะต้องมีเหตุผลประกอบที่เหมาะสม เรื่องราวเกี่ยวกับ พรบ. ฉบับนี้ยังมีอีกมาก ผมใคร่ขอเชิญชวนให้ผู้สนใจศึกษา ลองหา พรบ. ฉบับนี้มาศึกษาดูเอง

สารสนเทศสำหรับงานวิจัย

การทำวิจัยนั้นจำเป็นจะต้องใช้ สารสนเทศอย่างแน่นอน หากไม่มีสารสนเทศใดๆ มาประกอบเลย การทำวิจัยของเรา ก็อาจจะผิดตั้งแต่ต้น เพราะเป็นที่รู้กันอยู่ว่า การทำวิจัยนั้น เปรียบเสมือนกับนักวิจัย จะต้องยืนบนบ่า ของนักวิจัยรุ่นก่อนๆ คือจะต้องสร้างความรู้ขึ้นใหม่ จากความรู้หรือสารสนเทศ ที่นักวิจัยรุ่นก่อนสร้างเอาไว้แล้ว หากไม่มีความรู้ หรือสารสนเทศเดิมให้ใช้ ผลงานวิจัยที่ได้รับ ก็อาจจะไม่น่าเชื่อถือ หรือ นำไปใช้อ้างอิงไม่ได้

สารสนเทศที่นักวิจัยต้องใช้นั้น มีอยู่หลายเรื่องด้วยกัน ผมลองจัดเป็นกลุ่มดู ได้ดังนี้

1. สารสนเทศสำหรับสร้างแนว หรือกรอบความคิด นักวิจัยอาชีพนั้นปกติจะทราบดีอยู่แล้วว่า แนวทางหรือกรอบความคิด สำหรับงานวิจัยเรื่องใหม่จะเป็นอะไร และส่วนมากนักวิจัยเหล่านี้ ก็มักจะทำงานวิจัย สืบต่อจากงานวิจัยเดิม ที่เคยทำมาแล้ว เพียงแต่ศึกษาวิจัยเพิ่มเติม ในรายละเอียด หรือ ขยายผลไปสู่งานที่ใกล้เคียงกัน ดังนั้นนักวิจัยเหล่านี้ อาจจะไม่ต้องการสารสนเทศ ด้านนี้มากนัก เพราะทุกอย่างอยู่ในสมองมากแล้ว แต่ถ้าเป็นนักวิจัยมือใหม่ หรือ เป็นนักศึกษาปริญญาโทและเอก ที่อาจารย์ที่ปรึกษา มอบหัวข้อเรื่องงานวิจัยให้ทำแล้ว การสร้างแนวหรือกรอบความคิด ที่เหมาะสมกับงานวิจัยนั้นๆ เป็นเรื่องที่สำคัญ และจำเป็นมาก นักวิจัยมือใหม่เหล่านี้ จะต้องสืบค้นหา บทความวิจัย หรือ บทความวิชาการที่เกี่ยวข้อง กับงานวิจัยที่กำลังจะทำ ให้ได้มากที่สุด แล้วนำมากลั่นกรอง ให้เป็นแนวความคิดให้ได้ สารสนเทศที่สืบค้นมาได้นี้ สุดท้ายจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของ การศึกษาวรรณกรรม ซึ่งต้องเป็นหัวข้อตอนหนึ่ง หรือบทหนึ่ง ในรายงานผลการวิจัย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากผมต้องการทำวิจัย เรื่องผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศ ต่อผู้บริหารคณะวิชา หรือคณบดีในมหาวิทยาลัย ผมอาจจะต้องสืบค้นหา สารสนเทศเกี่ยวกับการศึกษา ผลกระทบของไอทีในด้านต่างๆ หรือต่อบุคคลต่างๆ เพื่อจะนำมาใช้ เป็นกรอบสำหรับการศึกษาว่า ผมควรจะตั้งประเด็น เรื่องเกี่ยวกับผลกระทบอย่างไร ควรศึกษาอย่างไร จะวัดผลกระทบอย่างไร ผลกระทบต่อบุคคลอื่นๆ น่าสนใจในด้านใดบ้าง ฯลฯ

2. สารสนเทศเกี่ยวกับเนื้อหาที่กำลังวิจัย สารสนเทศเรื่องนี้มีลักษณะคล้ายกับที่กล่าว ไปแล้วข้างต้น แต่อาจจะไม่ใช่ สารสนเทศเชิงประวัติ แต่เป็นสารสนเทศที่เกี่ยวเนื่อง กับเนื้อหาที่ได้กำหนดเป็นแนวความคิด หรือกรอบความคิดเอาไว้แล้ว ยกตัวอย่างสืบต่อจาก ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นก็คือ ผมต้องการสารสนเทศ ที่เกี่ยวกับบทบาท ภารกิจของมหาวิทยาลัย ของคณบดี สารสนเทศเกี่ยวกับสถาบันอุดมศึกษาในไทย สารสนเทศเกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์ ในด้านต่างๆ ของไทย ฯลฯ นอกจากนี้ ผมยังอาจจะต้องการได้รับข้อมูล ในรายละเอียดมากขึ้น เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับชื่อ และที่อยู่ของคณบดี สารสนเทศและรายละเอียดเหล่านี้ จะทำให้ผมสามารถตั้งประเด็น การศึกษาวิจัยได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น

3. สารสนเทศที่ได้จากข้อมูลการทดลอง สำรวจ สังเกต สัมภาษณ์ ฯลฯ การวิจัยแต่ละอย่าง ก็มีวิธีการได้ข้อมูล มาต่างๆกัน การวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ ส่วนมากมักจะเป็นการทดลอง ในห้องปฎิบัติการ ถ้าหากมีการใช้เครื่องมือ สำหรับวัดหรือนับ ก็จะได้ข้อมูลออกมาจากเครื่องมือนั้น ในอดีต เราต้องใช้วิธี บันทึกข้อมูลบนกระดาษ ก่อนที่จะนำข้อมูลนั้น ไปคำนวณตามสูตรที่ต้องการ แต่ปัจจุบันเราสามารถใช้ อุปกรณ์บันทึกข้อมูล รับตัวเลขข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์ได้ทันที ในกรณีของการวิจัยทางด้านสังคมศาสตร์ ข้อมูลส่วนมากเป็นข้อมูลสำรวจ หรือข้อมูลเชิงพรรณา ซึ่งก็มักจะถูกถ่ายทอดเป็นรหัส สำหรับนำไปแจงนับหรือคำนวณอีกต่อหนึ่ง ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ การคำนวณ หรือประมวลผลตามที่กล่าวมานี้ จะทำให้เกิดเป็นสารสนเทศให้นักวิจัย นำไปคิดพิจารณาหาข้อสรุปว่า ผลการวิจัยนั้น เป็นไปตามสมมุติฐานหรือไม่

4. สารสนเทศเกี่ยวกับแหล่งเผยแพร่งานวิจัย การทำงานวิจัยของนักวิจัย ตามหน่วยงานต่างๆ นั้น มีความแตกต่างกันมาก งานวิจัยของบริษัทเอกชนนั้น ส่วนมากต้องการที่จะ นำไปสู่การผลิตสินค้า หรือ จัดเป็นบริการออกสู่ตลาด ดังนั้น จึงไม่หวังผลที่จะตีพิมพ์ เป็นบทความวิจัยเสนอให้ผู้อ่าน ได้รับทราบในวงกว้าง จะมียกเว้นก็แต่ในงานวิจัย ที่มีลักษณะเป็นงาน เน้นหนักทางด้านทฤษฎีมากๆ แต่ถ้าหากเป็นงานวิจัย ของอาจารย์และนักศึกษาแล้ว สถาบันก็มักจะผลักดัน ให้อาจารย์เขียนเป็นบทความ ออกเผยแพร่ ในวารสารวิชาการ หรือ เผยแพร่ด้วยการนำไปบรรยาย ในการประชุมวิชาการต่างๆ หากบทความที่เขียนขึ้น ได้รับการยอมรับ เพื่อตีพิมพ์หรือเพื่อนำเสนอแล้ว อาจารย์ผู้เขียน ก็สามารถนับบทความนั้น เป็นผลงานสำหรับใช้ ในการเสนอขอเลื่อน ตำแหน่งทางวิชาการได้ แนวคิดนี้ยังใช้สืบมา จนปัจจุบันนี้ จนมีคำกล่าวว่า การตีพิมพ์ผลงานของอาจารย์นั้น เป็นเรื่องจำเป็น มิฉะนั้นก็หมดอนาคต (Publish or Perish) ด้วยเหตุนี้ อาจารย์นักวิจัย จึงต้องมีสารสนเทศ เกี่ยวกับแหล่งสำหรับตีพิมพ์บทความ หรือ สารสนเทศเกี่ยวกับ การประชุมวิชาการ ที่จะจัดให้มีขึ้นในอนาคต เพื่อที่อาจารย์จะได้จัดทำบทความนั้น ส่งไปให้พิจารณา

5. สารสนเทศเกี่ยวกับผลการวิจัย นักวิจัยที่ทำงานอย่างเป็นระบบ และมีผลงานที่มีคุณภาพสูงนั้น จะไม่ทำงานวิจัย เสร็จแล้วก็ทิ้งขว้าง แต่จะติดตามต่อไปว่า งานของตนนั้น มีผู้ใดวิพากษ์วิจารณ์บ้าง การวิจารณ์นั้นถูกต้องหรือไม่ มีอะไรควรแก้ไขปรับปรุงบ้าง หรืออาจจะต้องติดตามต่อไปว่า มีผู้ใดนำงานวิจัยของตนไปอ้างอิง และทำวิจัยต่อเนื่องออกไปอีกบ้าง การหาสารสนเทศเช่นนี้ มีความจำเป็นมาก เพราะงานที่ได้รับการอ้างอิง ในบทความอื่นๆ มาก ย่อมแสดงว่า เป็นงานที่มีเนื้อหาสาระดี เป็นที่ยอมรับในวงวิชาการ และอาจจะเป็นงานที่สร้าง พื้นฐานวิชาการสายใหม่ได้ด้วย

แหล่งสารสนเทศงานวิจัย

ในเมื่อการทำงานวิจัย ต้องใช้สารสนเทศ หลายด้าน หลายลักษณะด้วยกัน นักวิจัยจึงจำเป็น จะต้องทราบว่า จะค้นหาสารสนเทศ ที่ตนต้องการได้จากที่ใด แหล่งสารสนเทศที่นักวิจัย จะพึ่งพาอาศัยได้นั้น มีอยู่มากด้วยกัน คือ

1. แหล่งสารสนเทศส่วนตัว นักวิจัยอาชีพและอาจารย์ ที่มีประสบการณ์ ส่วนใหญ่มักจะเป็นสมาชิกของ สมาคมวิชาชีพ ในสหรัฐอเมริกาอยู่แล้ว สมาคมเหล่านี้จัดพิมพ์ วารสารวิชาการ ที่เชื่อถือได้ เพื่อจัดส่งให้สมาชิก ในสมาคมเอง ก็มีชมรมผู้สนใจเรื่องเฉพาะด้าน และจัดพิมพ์วารสารเฉพาะด้านเหล่านั้น สำหรับสมาชิกชมรมด้วย นอกจากนี้สมาคมเหล่านี้ ยังจัดการประชุมวิชาการ และจัดพิมพ์เอกสาร ประกอบการประชุม ออกมาเผยแพร่ด้วย ดังนั้น นักวิจัยและอาจารย์ จึงมักจะมีวารสาร หรือเอกสารประกอบการประชุม ในด้านที่ตนเองสนใจ อยู่เป็นจำนวนมาก หากนักวิจัยและอาจารย์ เป็นผู้ดำเนินงานวิจัยเอง ก็เป็นเรื่องง่าย เพราะมีสารสนเทศอยู่บ้างแล้ว แต่ถ้าหากเป็นนักศึกษา ที่อาจารย์มอบหมายให้ทำ นักศึกษาก็อาจจะต้อง ขอยืมอ่านบทความจากวารสาร และเอกสารประกอบการประชุม ที่อาจารย์มีอยู่

2. ห้องสมุดของสถาบัน สถาบันวิจัย และสถาบันการศึกษา ที่ส่งเสริมงานวิจัยจริงจังนั้น จำเป็นจะต้องมีห้องสมุด ที่สะสมรวบรวม วารสารวิชาการ และเอกสารประกอบการประชุมชั้นนำ เอาไว้เป็นจำนวนมาก และควรจะมีให้ครบสาขา ที่เกี่ยวข้อง การมีวารสารและเอกสารเหล่านี้ แม้จะเป็นประโยชน์มาก แต่ก็อาจจะยังไม่พอเพียง ที่จะช่วยให้นักวิจัย ได้รับสารสนเทศที่ต้องการ เพราะการค้นหาบทความ ที่ต้องการจากวารสาร ที่วางไว้บนชั้นนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย นักวิจัยจะต้องเสียเวลานานมาก ในการค้นหาชื่อบทความ ด้วยการพลิกอ่านสารบัญ พอพบชื่อเรื่องที่เห็นว่า ใกล้เคียงกับงานของตน ก็ลองพลิกอ่านบทคัดย่อดูว่า จะใช้อ้างอิงได้หรือไม่ ดังนั้นนักวิจัยจึงต้องรู้เทคนิค ที่จะต้องค้นหาบทความ ที่ต้องการเหมือนกัน คือควรจะทราบว่าวารสารทุกชื่อนั้น ปกติจะจัดพิมพ์ดัชนีบทความ ประจำปีเอาไว้ นักวิจัยควรค้นชื่อบทความ จากดัชนีบทความจะง่ายกว่า ห้องสมุดบางแห่งอาจจะมีวารสาร อีกประเภทหนึ่งคือ Abstracts and Indexes ซึ่งเป็นวารสารที่จัดพิมพ์ดัชนีวารสาร ดัชนีบทความ และ บทคัดย่อของบทความวิชาการ สาขาต่างๆ เอาไว้เป็นเล่มๆ นอกจากนั้นยังมีผู้ตีพิมพ์วารสาร เกี่ยวกับ Thesis and Dissertations Abstracts ออกมาให้บริการแก่นักวิจัย โดยเฉพาะคือกลุ่มนักศึกษาด้วย วารสารประเภทนี้มีประโยชน์มาก แต่มีผู้ใช้ค่อนข้างน้อย อาจเป็นเพราะนักวิจัยส่วนมาก ยังไม่รู้จักใช้ก็ได้ การค้นหาบทความวิชาการ จากวารสารดัชนีนั้น มีปัญหาสำคัญคือ เมื่อพบชื่อบทความที่ต้องใจแล้ว นักวิจัยอาจจะหาวารสาร ฉบับที่ต้องการไม่พบ อาจจะเป็นเพราะไม่มีวารสารชื่อนั้น หรือวารสารฉบับที่ต้องการ อาจจะหายไป หรือห้องสมุดอาจจะไม่ได้รับจากผู้พิมพ์ ในกรณีเช่นนี้ หากนักวิจัยต้องการบทความนั้นจริง ก็จำเป็นจะต้องสั่งซื้อ สำเนาบทความจากที่อื่น

3. ศูนย์สารสนเทศ สถาบันบางแห่ง ต้องการช่วยเหลือนักวิจัย ที่ทำงานสะดวกมากขึ้น จึงจัดตั้ง ศูนย์สารสนเทศขึ้น เพื่อศึกษาบทความวิชาการ หนังสือ รายงานวิจัย และเอกสารอื่นๆ แล้วนำมาทำบทคัดย่อ และดัชนีบทความ ขึ้นพิมพ์เผยแพร่ ศูนย์สารสนเทศเหล่านี้ อาจจะมีบริการที่หลากหลาย แตกต่างกันออกไป บางแห่งอาจจะให้บริการ จัดทำดัชนีเผยแพร่อย่างเดียว แต่บางแห่งอาจจะช่วยค้นหาบทความ และจัดทำสำเนาบทความ ให้แก่ผู้มาขอใช้บริการด้วย ศูนย์สารสนเทศหลายแห่ง ตั้งขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของ ห้องสมุดของสถาบันเอง เช่น ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย มีการจัดตั้งศูนย์สารสนเทศ ทางด้านวิศวกรรมธรณีเทคนิค พลังงานคืนรูป สิ่งแวดล้อม และเฟอโรซีเมนต์ หรือ ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามนั้น มีการจัดตั้ง ศูนย์สารสนเทศ เพื่อรวบรวมข่าว บทความ และหนังสือเกี่ยวกับ วัฒนธรรมอิสาน แต่สถาบันบางแห่ง อาจจะตั้งขึ้น เป็นหน่วยงานต่างหากก็ได้ เช่น ศูนย์บริการสารสนเทศทางเทคโนโลยี หรือ Technical Information Access Center (TIAC) นั้น ก็เป็นศูนย์สารสนเทศประเภทนี้

4. ศูนย์บริการสารสนเทศแบบซีดีรอม และแบบออนไลน์ ศูนย์บริการประเภทนี้ มีวิวัฒนาการ สืบเนื่องมาจาก ศูนย์สารสนเทศ ที่ได้อธิบายไปข้างต้น เมื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ ก้าวหน้ามากขึ้น ศูนย์ฯ จึงนำไอทีมาเป็นเครื่องมือ ในการให้บริการแก่ลูกค้า แทนการพิมพ์ลงบนกระดาษ เพราะเห็นว่า สามารถให้บริการได้รวดเร็วกว่า หากนักวิจัยจะใช้แต่เพียง วารสารดัชนีบทความแล้ว จะไม่สามารถค้นหาบทความ ได้ทันกับความต้องการ ไอทีที่ ศูนย์บริการสารสนเทศ นำมาใช้ มีทั้งการจัดทำ เป็นซีดีรอมสำหรับส่งทางไปรษณีย์ ไปให้ผู้ขอซื้อบริการ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือ บรรดาห้องสมุดต่างๆ และการจัดบริการออนไลน์ ให้ห้องสมุดต่างๆ ใช้คอมพิวเตอร์ค้นหาบทความ ในฐานข้อมูลที่ศูนย์ได้จัดทำขึ้น สารสนเทศที่บรรจุในซีดีรอมนั้น มีทั้งแบบที่เป็นดัชนีล้วน หรือแบบที่มีต้นฉบับเต็มด้วย ซึ่งเรียกว่าเป็นแบบ Full Text อย่างไรก็ตาม การใช้ซีดีรอมนั้น มีปัญหาในเรื่อง ความสมบูรณ์ และทันสมัยของเนื้อหา ดังนั้นนักวิจัยหลายคน จึงนิยมใช้การค้นแบบออนไลน์มากกว่า แม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

5. อินเทอร์เน็ต แหล่งสารสนเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็คืออินเทอร์เน็ต นั่นเป็นเพราะหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย สำนักข่าวสาร และสมาคมวิชาชีพ ต่างก็จัดทำข้อมูลประชาสัมพันธ์ ออกมาเผยแพร่ เป็นจำนวนมาก นอกจากนั้น ยังนำบทความวิชาการ ออกเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตด้วย แต่หากเป็นบทความ ที่ตีพิมพ์ในวารสารแล้ว หลายแห่งไม่ได้เปิดให้อ่านทั่วไป ผู้สนใจอ่าน จะต้องเสียเงินค่าสมาชิกก่อน จึงจะได้รหัสผ่าน สำหรับเปิดแฟ้มข้อมูล บทความวิชาการอ่าน การที่ระบบอินเตอร์เน็ต มีข้อมูลข่าวสารมหาศาลเช่นนี้ ทำให้สะดวกแก่นักวิจัยมาก และทำให้มีปัญหาน่าคิดว่า ศูนย์สารสนเทศ หรือศูนย์บริการสารสนเทศ ยังจะมีความเข้มแข็งทางการเงิน พอที่จะดำเนินการ สืบต่อไปได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ข้อที่นักวิจัยควรทราบก็คือ วงการวิชาการนั้น ยังไม่เชื่อถือบทความ หรือข่าวสารที่ได้รับ ผ่านอินเทอร์เน็ตมากนัก เพราะบทความ ที่นำออกมาเผยแพร่นั้น อาจจะยังไม่ได้รับการตรวจสอบ โดยผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ หากด่วนคิดที่นำออกเผยแพร่ โดยไม่พิจารณาให้ดี อาจทำให้งานวิจัยของเราเสียหายได้

สรุป

การเป็นนักวิจัยที่ดีนั้น จะต้องมีความรู้ในด้านต่างๆ หลายด้าน นอกเหนือจาก ทางด้านที่ตนชำนาญแล้ว นักวิจัยจะต้องมีความรู้ ในเรื่องสารสนเทศ แหล่งสารสนเทศ การค้นคืนสารสนเทศ และการพิจารณาเลือกสรร สารสนเทศ สำหรับนำมาใช้ประโยชน์ การที่นักวิจัย จะมีความรู้ทางด้านนี้ได้ จำเป็นจะต้องสั่งสมประสบการณ์ เอาไว้ให้มากพอ การสั่งสมความรู้ อาจทำได้ ด้วยการศึกษาตัวอย่าง ผลงานวิจัยที่ดี ทดลองใช้เครื่องมือต่างๆ ในการค้นคืนสารสนเทศ และพิจารณาสารสนเทศที่ค้นคืนได้ ว่าถูกต้องและเป็นประโยชน์หรือไม่
ขอให้ทุกท่านประสบโชคดีในงานวิจัยครับ

บรรณานุกรม

  1. ราชบัณฑิตสถาน. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5, อักษณเจริญทัศน์, กรุงเทพฯ, 2538.
  2. Malanchak, M. InfoRelief, Jossey-Bass Publishers, San Francisco, 1996.
  3. Webster's Ninth New Collegiate Dictionary, 3th Edition, Merrium Webster Inc, Massachusetts, 1984.


ครรชิต มาลัยวงศ์. "ความรู้เรื่องสารสนเทศสำหรับนักวิจัย." ( เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง
"สารสนเทศสำหรับนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี" จัดโดยศูนย์บริการสารสนเทศทางเทคโนโลยี
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ร่วมกับบริติชเคาน์ซิล และชมรมห้องสมุดเฉพาะ,
24 พฤศจิกายน 2541 ณ อาคาร สวทช. ห้อง 102 )

[ คณะวิทยาศาสตร์ ][ ห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข ] ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสารสนเทศ

http://stang.li.mahidol.ac.th/ - ปรับปรุงครั้งล่าสุด: 8 เมษายน 2546
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2546 ห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข
คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล