Thai page / Eng page


พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ : กฎหมายเพื่อผู้เรียน


     
      ตามที่ได้นำเสนอ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ : เครื่องมือปฏิรูปการศึกษาไทย ในหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 ไปแล้วนั้น เป็นที่น่ายินดีว่า บัดนี้การดำเนินการยกร่าง พ.ร.บ.ของคณะกรรมการอำนวยการร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ได้พัฒนาก้าวไกลไปจากเดิมมาก โดยมีขั้นตอนในการดำเนินงานดังนี้
     
     ขณะนี้การวิจัยการศึกษาทั้ง 42 ประเด็น ได้ทยอยเสร็จสิ้นลง ผลการวิจัยในครั้งนี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการร่าง พ.ร.บ.โดยนักวิจัยได้นำเสนอสาระสำคัญที่เห็นควรบัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติและจากสาระสำคัญดังกล่าว คณะกรรมการอำนวยการฯ ก็ได้นำมายกร่างขึ้นเป็น พ.ร.บ.จนเกือบจะสมบูรณ์แล้ว
      ผมจึงขอนำเสนอสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติมา เพื่อให้ท่านผู้อ่านที่สนใจติดตามความเคลื่อนไหวได้ทราบความก้าวหน้าของการดำเนินงาน และจะได้ช่วยกันวิพากวิจารณ์เพื่อให้ พ.ร.บ.ที่จะเป็นความหวังของลูกหลานของท่านฉบับนี้ มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
     การจัดการศึกษาของไทยในอดีตที่ผ่านมาและที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันนั้น ได้ยึดความสะดวกของ "ผู้จัดการศึกษา" และ "ครู" เป็นหลักไม่ได้ให้ความสำคัญกับผู้เรียนมากนัก ผู้จัดและครูจะจัดการศึกษาเรื่องอะไร โดยวิธีใด จัดได้มากน้อยเพียงใดก็แล้วแต่ความต้องการของผู้จัดและครูผู้เรียนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องรับการศึกษาที่จัดขึ้นตามความสะดวกของผู้จัด
      แต่ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับนี้จะพลิกโฉมการศึกษาไทย ให้เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างหน้ามือเป็นหลังมือจากการวิจัยใหม่ ๆ เกี่ยวกับสมองทำให้เราสามารถเริ่มต้นด้วย ความเชื่อที่ว่าสมองของมนุษย์เป็นสิ่งมหัศจรรย์ มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่จะเรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่างเป็นกระบวนการตลอดชีวิต ตั้งแต่ก่อนเกิดไปจนตายเราเชื่อในพลังอำนาจของการศึกษาว่าเป็นกระบวนการที่จะช่วยกระตุ้นให้โอกาสอำนวยความสะดวก และส่งเสริมให้มนุษย์ได้พัฒนาชีวิตที่สมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา คุณธรรม และสังคม เพื่อเป็นกำลังสำคัญที่จะพัฒนาสังคมไทยไปสู่สังคมยุคใหม่ที่พึงปรารถนาและดำรงอยู่ในสังคมโลกได้อย่างมีศักดิ์ศรี
     ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดและเป็นหัวใจของร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติก็คือการกำหนดบทบาทและความสำคัญของ "ผู้เรียน" โดยเน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ของกระบวนการทางการศึกษาทั้งหมดและให้การจัดการศึกษาเป็นไปเพื่อผู้เรียน
     นับตั้งแต่เรื่องแรก คือสิทธิทางการเรียน โดยถือว่าการเรียนเป็นสิทธิของผู้เรียน ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 3 ขวบ ต้องได้รับการอบรมเลี้ยงดูเพื่อการพัฒนาที่ครบถ้วนอย่างเหมาะสมตามวัย อายุ 3 ขวบขึ้นไปมีโอกาสได้รับการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าเรียนและมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ถ้าผู้เรียนมีอายุต่ำกว่า 15 ปี สิทธิของผู้เรียนนี้ให้รวมถึงสิทธิของพ่อแม่และผู้ปกครองที่จะเลือกรูปแบบการเรียนรู้ สถานศึกษาวิธีการเรียนการสอน รวมทั้งสิทธิในการรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาของผู้เรียนด้วย และเมื่ออายุพ้นจากนั้น สิทธิทางการเรียนก็จะเป็นของผู้เรียนทั้งหมด ซึ่งหมายความว่าในวัยทำงาน หรือแม้กระทั่งวัยเกษียณแล้วผู้เรียนก็มีสิทธิที่จะเลือกบริการการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของตนเองได้
     เมื่อกำหนดให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางดังนี้ การกำหนดบทบาทและหน้าที่ของบริบทต่างๆ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการศึกษาก็จะคำนึงถึงผู้เรียนเป็นหลักเช่นกัน
     ฉะนั้นรูปแบบการเรียนการสอนก็จะต้องเปลี่ยนไป เป็นการเรียนการสอนที่เน้นการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน ให้เรียนโดยปฏิบัติเรียน เพื่อรู้วิธีที่จะแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รู้จักรวบรวมและพัฒนาองค์ความรู้ รู้จักการคิดวิเคราะห์ รู้จักใช้เหตุผลในการแก้ปัญหาและการตัดสินใจ ไม่ใช่เรียนแบบท่องจำอย่างเก่า
     เมื่อเป็นการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ครู ในฐานะผู้สอนจะต้องเปลี่ยนมุมมองต่อผู้เรียนใหม่ จากเดิมที่มองผู้เรียนเหมือนถังที่ว่างเปล่า ต้องมีครูคอยยัดเยียดความรู้ให้ มาเป็นผู้เรียนที่มีศักยภาพทางสมองและความถนัดเฉพาะตัว ครูต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้บอกมาเป็นผู้อำนวยความสะดวก จะต้องจัดรูปแบบวิธีการเรียนการสอนใหม่ จากวิธีการสอนเดิมแบบครูบอกให้ท่องจำและประเมินผลเท่าเนื้อหาที่ครูบอก มาเป็นการจัดสภาพแวดล้อมและกระตุ้นให้ผู้เรียนได้คิด ค้นคว้าและพัฒนาองค์ความรู้ด้วยตนเอง เราไม่ปฏิเสธว่าความจำก็สำคัญ แต่การที่จะเตรียมคนของเราให้อยู่ในโลกแห่งการแข่งขันได้จะต้องฝึกให้เขารู้จักการคิดแบบสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนเป็นรายคน เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่
     พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติจะให้ความหมายของการศึกษาที่ต่างไปจากเดิม การศึกษาในสังคมไทยต่อไปนี้จะไม่จำกัดอยู่เฉพาะในโรงเรียนหรือสถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนโดยปกติเท่านั้น แต่จะให้น้ำหนักและความสำคัญกับการศึกษาที่อยู่นอกระบบโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัยอย่างเท่าเทียมกับการศึกษาในโรงเรียน เพื่อให้ผู้เรียนมีโอกาสที่จะเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต การจัดกิจกรรมการศึกษาของครอบครัว ชุมชน สถาบันศาสนา สถานประกอบการและสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ก็จำเป็นจะต้องออกแบบให้สอดคล้องกับรูปแบบการเรียนที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางเช่นกัน
     ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ เรื่องการจัดสรรทรัพยากรเพื่อการศึกษา พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติได้เน้นมากในเรื่องความเสมอภาคของการจัดการศึกษาซึ่งจะต้องจัดสรรทรัพยากรเป็นรายหัวไม่ใช่เป็นแบบรายการอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
      นอกจากนี้ เรื่องการจัดการศึกษานั้นเดิมเรามักจะถกเถียงกันเสมอว่าจะให้ใครเป็นผู้จัด ในขณะที่แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติกำหนดให้รัฐลดบทบาทในการจัดการศึกษาและส่งเสริมให้เอกชนเป็นผู้จัดมากขึ้น แต่ผู้บริหารการศึกษาฝ่ายรัฐกลับมีนโยบายจัดการศึกษาแข่งกับเอกชนเสียเอง ทำให้เป็นปัญหาตลอดมา
     แต่ใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติจะเน้นและให้ความสำคัญกับผู้เรียนว่ามีสิทธิจะเลือกสถานศึกษาใดเป็นผู้จัดการศึกษาให้กับเขาเหล่านั้นก็ได้ ดังนั้นในกรณีที่ผู้เรียนมีความประสงค์จะเลือกรับการศึกษาที่จัดในสถานศึกษาเอกชนก็ย่อมทำได้ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการนำระบบคูปองการศึกษาเข้ามาใช้ เพื่อเปิดโอกาสและเสรีภาพให้ผู้เรียนได้เลือกเรียนในสถานศึกษา ที่เขามั่นใจว่าสามารถจัดบริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนได้มากที่สุด
     กล่าวโดยสรุปก็คือ ใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้จุดเน้นจะอยู่ที่ตัวผู้เรียน เวลายกร่าง พ.ร.บ.ถ้ามีปัญหาในประเด็นใดที่ไม่ชัดเจนหรือตกลงกันไม่ได้ เราก็ตัดสินใจโดยยึดเอาความต้องการของผู้เรียนมาเป็นตัวตั้ง ทำให้ได้ข้อสรุปที่ทุกคนเห็นด้วย พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้จึงเป็นกฎหมายที่เขียนบนปรัชญาการศึกษาที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งผมเชื่อว่าน่าจะสอดคล้องกับระบบการศึกษาที่ทุกคนปรารถนา
     
     



-------------- go to TOP !


2001 CopyRight by N4sysnet.com