issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระ "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | บทความ
article
ความรักและการรับใช้ของการศึกษาคาทอลิกในภาคปฏิบัติ
'เซอร์แอนนี่ วารี สนเจริญ

(ถอดความจากเทปการสัมมนา ประจำปี 2544 ขณะนั้น 'เซอร์แอนนีดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนเซนต์โยเซฟทิพวัล)

เซอร์ขอกล่าวถึงภาคปฏิบัติในโรงเรียน ในฐานะที่เป็นทั้งผู้บริหาร เป็นทั้งครู อยากจะขอแบ่งปันในแง่มุมของประสบการณ์จากการทำงานในโรงเรียนมา 10 กว่าปี รู้สึกว่าในฐานะที่เคยเป็นทั้งผู้อบรมทางด้านศาสนา ด้านเทวศาสตร์และมาปฏิบัติในโรงเรียน ทำให้พยายามเอาทางด้านเทวศาสตร์ลงสู่ภาคปฏิบัติให้มากที่สุดคือ อาจจะเป็นการวิจัยทั้งชีวิตของ'เซอร์เองก็ได้

หน้าที่ของผู้บริหารในการพัฒนาโรงเรียน

เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจแห่งความรักและการรับใช้ในโรงเรียน พอสรุปได้ ณ ที่นี้มี 7 ประการ

1. ครู

บุคลากรในโรงเรียนเป็นหัวใจที่สูงสุด ถ้าครูดี เด็กดี ครูมีปัญหา โรงเรียนมีปัญหา และแม้แต่โรงเรียนมีปัญหากับผู้ปกครองก็ผ่านครู ฉะนั้น ถ้าบุคลากรของเราคือผู้สำคัญที่สุด บุคลากรจะอยู่อย่างไร? บุคลากรมีปัญหาอะไร? เราต้องคำนึงถึงทั้งสองด้าน

ครูต้องมีการพัฒนาความรู้นั่นคือ สิ่งที่คณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาอยากจะให้มีขึ้นมาด้วยการปฏิรูปตัวครู

ทางด้านชีวิตของครู ทางด้านจิตใจและครอบครัวเขาเป็นอย่างไร เราคำนึงหรือเปล่าในด้านการพัฒนาครู วิชาการ ถ้าเป็นไปได้ขอเสนอว่าโรงเรียนควรคิดถึงจิตใจของเขา เป็นส่วนหนึ่งเดียวกับเขา เข้าใจถึงความปวดร้าว ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเขา เขาเป็นอย่างไร ความรู้ของเขาไม่พอ เราจะช่วยอย่างไร เมื่อเราส่งไปสัมมนา ค่าใช้จ่ายในการสัมมนาแบ่งครึ่งกันหรือเปล่า ครอบครัวทั้งครอบครัวของเขา มีลูกกี่คน บางคนไม่ได้ทำงาน หมายความว่าคนเดียวต้องหาเลี้ยงครอบครัว ปัญหาตรงนี้ ความสามารถตรงนั้น จะทำงานได้อย่างไร ถ้ายังกังวลเรื่องครอบครัวอยู่ ตรงนี้ต้องอยู่ในความคำนึงของผู้บริหาร เราจะช่วยเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะช่วยได้ เป็นสิ่งที่คิดมากที่สุด และจะพัฒนาให้โรงเรียนไปได้เร็วที่สุด

สิ่งแรก คือช่วยครูก่อน ครูมีพอกิน เงินเดือนของเขาพอเลี้ยงครอบครัวหรือเปล่าตามอัตภาพท้องถิ่น ไม่ได้เปรียบเทียบกันระหว่างกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัด ถ้าให้เขาไปอบรมเราต้องคำนึงเลยว่าเขาต้องทิ้งบ้าน ค่าใช้จ่ายที่เขาต้องได้นั้นคืออะไร? เราต้องจ่ายให้เขาไหม ครึ่งหนึ่ง? หรือว่าอย่างไรหรือไม่ต้องจ่ายเลย

ในส่วนที่อยากจะเสนอคือ โรงเรียนช่วยจ่ายให้หมด ทั้งค่าเดินทาง ค่าสัมมนาทั้งหมด นั่นคือกำลังใจที่สำคัญ เมื่อเขาไปแล้วไม่ใช่ไปสนุก เขาต้องทรมาน ต้องนั่งจด ต้องมานั่งศึกษา กลับไปต้องรายงาน โรงเรียนเราจะช่วยอะไรได้บ้าง ขณะเดียวกัน ดูครอบครัวของครูหรือสุขภาพของครู เช่น ครูที่สอนอยู่ไม่ควรเกินประมาณ 19 หรือ 20 คาบ จากที่เคยไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนบางแห่ง ครูบางคนสอน 35 คาบ ทั้งอาทิตย์ไม่มีหยุดเลยเพราะครูมีน้อย

ทำอย่างไรจึงจะช่วยครูของเรา? โรงเรียนสามารถจัดการได้ คือผู้บริหารสามารถจัดการให้ได้ว่าครูของเราควรสอนกี่คาบ ที่เหลือเพื่อให้เกิดการพัฒนาเขาจะได้มีเวลาเตรียมตัว มีเวลาที่จะศึกษาเพิ่มเติมด้วยตัวเอง ตรงนี้อยู่ที่เทคนิคการให้งาน อย่างที่โรงเรียนเคยทำก็ 80 เรื่อง ในหนึ่งปีจดมาว่าเรื่องอะไรบ้าง จากนั้นมีการสุ่มตรวจสอบ อยู่ที่กระบวนการของการทำงานว่าเราจะช่วยครูได้อย่างไร

เพื่อให้ครูได้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ควรให้ครูได้รับการอบรมอย่างทั่วถึง อย่าให้เฉพาะกลุ่มหนึ่งไป เช่นมีครูอยู่ 100 คน ตัดตอนเป็นเรื่องไปเลยว่าทุกคนต้องได้นับการอบรมอย่างน้อย 2 ครั้งใน 1 ปี คืออบรมในโรงเรียน และออกไปอบรมข้างนอก
 

2. นักเรียน

ต่อจากครูคือกลุ่มนักเรียน จะพัฒนาเขาได้อย่างไร เราต้องหาระบบมาช่วยเขา ระบบอะไรที่จะช่วยเขา ก็มองหลาย ๆ ระบบจากประสบการณ์ที่ทำ ลองใช้ระบบลูกเสือเข้ามาก็เข้าไปทำลูกเสือกับเขาด้วย เพื่อช่วยให้ในการพัฒนาตัวเด็ก ระบบหมู่ช่วยมากในแง่ของการฝึกระเบียบวินัย ฝึกการรับผิดชอบ ฝึกความสามัคคี การช่วยเหลือมีหัวหน้าหมู่คอยช่วยเหลือ จะทำให้การเรียนการสอนของนักเรียนพัฒนาขึ้น จากการทำมาตลอด 6 ปี ได้เห็นว่า เด็กมีการช่วยเหลือกัน ไม่มีการแข่งขัน แต่เขาจะช่วยในลูกหมู่ของตัวเอง จะสร้างตรงนี้ให้ครูอบรมลูกเสือหมดเลยทั้งโรงเรียน ต้องวางแผนกันมาก ตรงนี้ช่วยเหลือเด็กได้มาก

อีกส่วนหนึ่งที่ผู้บริหารจะทำได้คือ การพบเด็กส่วนตัว มีปัญหาอะไรอย่าปัดไปให้กับฝ่ายปกครอง เพราะว่าฝ่ายปกครอง อย่างไรก็ตาม เขาก็ทำหน้าที่ตามกฎระเบียบ แต่ในหน้าที่ของเราในฐานะผู้บริหาร ต้องพยายามหาโอกาสพบเด็กที่มีปัญหา สิ่งที่จะช่วยเขาได้มากที่สุดคือ สอนเขาให้รักตนเอง เด็กหลายคนรักตนเองไม่เป็น ประชดสังคม ต่อต้านสังคม พ่อแม่ ผลิตเขาออกมาก็ทิ้ง นั่นคือปัญหา เราจะช่วยเขาได้อย่างไรให้รักตัวเขาเอง เพราะสิ่งแวดล้อมในสังคมมีมากที่จะดึงเขาไป เราจะช่วยอย่างไร เราต้องค่อย ๆ คุยกับเขา ปัญหาของเด็กมีมาก ต้องช่วยในจุดที่ลึกที่สุดของเขาในจิตใจของเขา เรามองดูเด็กของเรา เด็กมาหาเราแล้วเรามีโอกาสเปลี่ยนพฤติกรรมเขาไหม

จากที่เคยทำงานได้ผล ใช้ตัวเองเป็นผู้แนะแนวในตัว สอนเขาในตัว และเขาจะมีความสุขมากเมื่อเขาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เมื่อเขาจบไปแล้ว ออกไปแล้วประสบความสำเร็จ และกลับมาหาเราจะบอกว่าสิ่งที่มาเซอร์ช่วยเหลือเปลี่ยนชีวิตหนูจริง ๆ
 

3. ผู้ปกครอง

ประตูของห้องผู้บริหารควรเปิดตลอดเวลา ผู้บริหารงานยุ่ง ทั้งครู ทั้งเด็กเข้าคิวกันเป็นขบวนอยู่ที่หน้าห้อง แต่ผู้ปกครองต้องการพบเรา เราจะหนีหรือ สิ่งที่เราจะให้กำลังใจกับผู้ปกครองมากที่สุดคือ พบเลย อย่าหนีปัญหา พบเผชิญหน้าได้ไหม มีปัญหาอะไรถ้ามีปัญหาจริง ๆ กับครู เชิญครูมาแล้วคุยต่อหน้ากันเลย เราจะแก้ปัญหาได้ไวมาก ดีกว่าฟังแล้วปล่อย ต้องเผชิญหน้ากัน หาทางประนีประนอม หรือบางครั้งผู้ปกครองมีปัญหาที่อยากให้เราแนะนำ ปัญหาในครอบครัว นี่คือวิธีการที่เราจะใช้ในการแพร่ธรรมไปในตัว

อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญ โรงเรียนของเราเป็นประจักษ์พยานหรือเปล่า ในแง่ของการช่วยลดค่าใช้จ่ายในยุค IMF เวลานี้เขาอยู่รอดไหม เราจะทำอย่างไรจึงจะช่วยเขาได้ กล้าพูดเลยว่าระยะเวลาที่ทำงานมาตลอด เราจะพยายามไม่รับเงินที่เรียกว่าเงินแป๊ะเจี๊ยะ เราอยู่ได้ไหมในวงเงิน 3,000 - 4,000 บาท และเราได้พิสูจน์ว่าอยู่รอด จะไม่มีการให้เงินก่อนเข้า หรือว่าคุณจะต้องบริจาคในโครงการนี้ โครงการนั้น ไม่มีเด็ดขาด เราทำแล้วก็บอกกับผู้ปกคอรงว่าโรงเรียนไม่มีเงิน ผู้ปกครองเห็นไม่มี เขาก็ให้เอง จะเป็นคุณค่ากว่า เมื่อไรที่เราช่วยเขา เห็นอกเห็นใจเขา เขาก็จะตอบกลับมาทันที ฉะนั้นเมื่อจัดอะไรเขาจะร่วมมือทุกอย่างในด้านจิตใจผู้ปกครองจะมีทัศนคติที่ดีกับโรงเรียน

เราเสนอแนะ ผู้ปกครองจะช่วยตอบเรา ที่เราจะทำได้คือ เชิญผู้ปกครองตัวแทนของแต่ละห้องให้มาห้องละ 1 คน เขาจะเป็นผู้ตอบว่าเขาต้องการอะไรจากเรา ผ่านครูประจำชั้น จะเป็นการประสานงานได้ดีมาก เราเพียงแต่ให้นโยบาย หลังจากนั้นเข้าไปประชุมร่วมกัน งานจะเกิด แล้วผู้ปกครองรู้สึกว่าโรงเรียนนั้นเป็นของเขา เช่น ซื้อต้นไม้มาปลูกในโรงเรียนเราก็ไปซื้อที่ถูกๆ ผู้ปกครองเห็นก็ขนกันมาให้ จนโรงเรียนไม่มีที่จะปลูกเราก็ไปแจกที่อื่นต่อ สิ่งที่เราแสดงเป็นตัวอย่างด้วยการกระทำ และผู้ปกครองจะทำงานกับเราด้วย นั่นคือให้เขารู้สึกเป็นเจ้าของสถาบัน
 

4. กลุ่มพนักงาน

หลายครั้งพนักงานของโรงเรียนเราถูกลืม เวลาเราจัดงานอะไร เช่น หนังเรื่องสุริโยทัยกำลังมาแรง โรงเรียนต่าง ๆ จัดให้เด็กไปดู ครูได้ไปดู พนักงานของเราได้ดูไหม ทำอย่างไรจึงให้เขามีส่วนในโรงเรียน เราจัดให้พนักงานไปดูหนังเรื่องสุริโยทัย ไม่ต้องเสียสตางค์ ครูไปไม่ต้องเสียสตางค์เด็กไปในราคาที่ถูก พยายามส่งเสริมในสิ่งที่ดีให้เขา

พนักงานต้องได้รับโอกาส หรือการอบรม พาไปเที่ยว บางทีพนักงานไม่ได้ไป ไม่มีโอกาส เช่น ไม่รู้ว่าโรงแรมใหญ่ ๆ เขาพักกันอย่างไร นอนกันอย่างไร น้ำร้อนเขาเปิดอย่างไร ต้องสอน เพื่อให้เขาได้มีโอกาสมีความสุข อย่างน้อยเวลาอยู่ในโรงเรียนของเรา อีกสิ่งที่ควรจะคิดถึงคือ ความอยู่รอดเงินเดือนที่เราให้พอใช้ไหม ในฐานะที่เป็นพนักงาน เราไม่จำเป็นต้องเอาเงินไปช่วยรอบบ้านไกล ๆ คนในโรงเรียนของเรา คุณครู นักเรียน พนักงาน มีความสุขไหมอยู่ในโรงเรียน คนใกล้ ๆ เรามีความสุข ไม่จำเป็นต้องไปทำงานที่อื่น แพร่ธรรมอยู่ในโรงเรียนของเราเองจะช่วยเขาให้เขาอยู่รอด
 

5. ชุมชน

เวลานี้เราจะต้องร่วมมือและจริงใจกับชุมชน เราต้องออกไปหาเขา ไม่ใช่เขามาหาเรา หลายครั้งที่คิดว่าโรงเรียนของเราใหญ่โต เป็นโรงเรียนคาทอลิกเขาต้องมาพึ่งเรา ขณะนี้ไม่ใช่ อบต. เทศบาล เขาใหญ่แล้วเราจะทำอย่างไร จึงจะร่วมมือกับเขาได้ ถ้อยทีถ้อยอาศัยร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมต่อต้านยาเสพติด กิจกรรมช่วยเหลือคนที่มีปัญหากับคนในเขตจังหวัดของเรา ต้องพยายามหาทางมองว่า จะช่วยเหลือชุมชนได้อย่างไร และถ้าชุมชนมาหาเรา เราจะต้อนรับเขาอย่างไร ให้โอกาสไหม ให้เขาใช้สถานที่ของเราไหม อุปกรณ์อะไรที่เราพอจะแบ่งปันได้น่าจะแบ่งปัน ต้องเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน เราจะอยู่กันด้วยสันติ นั่นคือการเป็นพยานว่าโรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนคาทอลิกที่มีการแบ่งปันรับใช้กับสังคม
 

6. แหล่งการเรียนรู้

เป็นกลุ่มที่ไม่ใช่บุคคล เป็นสิ่งแวดล้อมเป็นแหล่งการเรียนรู้ในโรงเรียน การเรียนรู้ไม่ได้หมายความว่าเรียนรู้วิชาการ แต่เรียนรู้ด้านคุณธรรม เรามี "ภาพ" อะไรที่ส่อถึงคุณธรรมในบริเวณโรงเรียนเราหรือเปล่า หรือทำอะไรที่แสดงถึงคุณธรรม ให้เขาได้เห็นว่าคุณธรรมของพระคริสตเจ้าเป็นคุณธรรมที่เป็นชีวิตจริง ๆ
 

7. อาคารสถานที่

อุปกรณ์ที่มีเราให้อย่างยุติธรรมไหม เมตตาธรรมเป็นหัวใจของความยุติธรรม และความยุติธรรมอยู่ด้วยความเมตตา เรามีความยุติธรรมจริง สมมติว่าเวลาที่เราได้ของหรืออุปกรณ์อะไรต่าง ๆ หรือเรามีเงินเก็บไว้ทำอย่างอื่น เราเอาเงินมาลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมหรือเปล่า อยากจะฝากเรื่องนี้ไว้ เพราะสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน เป็นหัวใจส่วนหนึ่งที่กล่อมเกลาให้เด็กมีจิตใจมีสุขภาพจิตที่ดี ถ้าสิ่งแวดล้อมไม่ดีเข้าไปแล้วไม่อยากเรียน

บุคคลที่สำคัญคือ ผู้บริหาร จะต้องเดินตรวจดูแลทั้งหมด งานบริหารไม่ง่าย งานผู้บริหารเป็นงานที่หนัก หลายคนบอกว่าถ้าจะเลือก ขอเลือกงานแพร่ธรรมในหมู่บ้าน ดีกว่ามานั่นทำในโรงเรียน เพราะงานในโรงเรียนหนักตลอดหรืออาจจะเป็น 24 ชั่วโมง กลางคืนก็มีโทรศัพท์เข้ามา มีปัญหาตลอด ถ้าเราจะทำงานโรงเรียนให้เป็นแหล่งในการแพร่ธรรมจริง ๆ ต้องพร้อมเป็นบุคคลที่จะอภิบาลได้ ทั้งครู เด็ก ผู้ปกครอง ชุมชน นั่นคือหน้าที่งานอภิบาลของผู้บริหารในฐานะที่เป็นคาทอลิก

ครูเป็นบุคคลอีกบุคคลหนึ่ง ที่จะต้องทำหน้าที่ต่อจากผู้บริหาร ครูเป็นหัวใจสำคัญในโรงเรียนซึ่งผู้บริหารยอมรับและรับทราบ แต่พฤติกรรมของครูจะทำอย่างไร ขอฝากคุณครูทุกท่านที่จะต้องกลับไปแบ่งปันกับเพื่อนครูในโรงเรียน อยากให้ครูเป็นครูที่น่ารักสำหรับเด็ก เป็นครูที่ยุติธรรม มีระเบียบ แต่ขณะเดียวกันขอให้มีเมตตา ไม่ใช่ทำโทษเขาจนถึงที่สุด

เด็กมีปัญหาของเด็ก มาปรึกษากับผู้บริหาร แล้วทำอย่างไรจึงจะช่วยเหลือให้เด็กที่ยากจนได้เรียนอย่างมีคุณภาพ และมีศักดิ์ศรีเท่าคนอื่น ในโรงเรียนของเราดูภายนอกจะไม่รู้ว่ามีทั้งจน มีทั้งรวย และก็คนที่พอมี พอใช้ ที่อยู่ในโรงเรียนของเรามีทุกระดับ ขอฝากเอาไว้ว่าขอให้ครูหวังดีกับเด็กจริง ๆ เท่าเทียมกัน เด็กมีความสัมผัสที่รู้สึกได้ เวลาเราอยู่ใกล้คนที่ใจเย็นเราก็รู้สึกสบาย เวลาเราอยู่ใกล้คนที่อารมณ์ร้อน รู้สึกรุ่มร้อนไปด้วย ถ้าคุณครูเป็นคนที่ใจเย็นเราเข้าใจเด็ก เอื้อเฟื้อกับเด็กเสมอมีความเพียรพยายามปรุงแต่งเขาให้ดีขึ้น เด็กก็พัฒนา ครูต้องมีความเพียรเป็นอย่างมากสำหรับเด็ก

สำหรับครูต่อเพื่อนครู ในฐานะที่เป็นครูด้วยกันสิ่งที่สำคัญคือเพื่อนครู สังคมของครูเป็นแบบอย่างที่สำคัญมากสำหรับเด็ก ถ้าครูทะเลาะกันแบ่งพรรคแบ่งพวก ตั้งป้อมกันแบ่งกันเป็นกลุ่ม โจมตีกันเอง นั่นคือตัวอย่างที่แย่ที่สุด ในโรงเรียนจะเกิดปัญหาแน่ ต้องช่วยให้พยายามทำงานประสานกัน ทำงานเป็นทีม บทบาทของผู้บริหารต้องเข้าด้วย มีความร่วมมือกัน จริงใจต่อกัน ผู้บริหารจะเข้ามาอบรมด้วยการใช้การละลายพฤติกรรมด้านจิตวิทยามาพัฒนาครู และใช้การฝึกอบรมพัฒนาบุคลิกภาพของครู วิธีการเข้าสังคมของครูมาช่วยเป็นสื่อส่วนหนึ่ง และพัฒนาทางด้านจิตใจของครูให้มากเป็นประจำทุกปี ครูใหม่ที่เข้ามาจะอบรมเป็นพิเศษ เพื่อว่าครูใหม่จะได้รู้จิตตารมณ์ของครูคาทอลิกและรู้ว่าโรงเรียนคาทอลิกเป็นอย่างไร ฉะนั้น เพื่อนครูต้องร่วมมือกัน เราจะประสานกับเพื่อนครูของเราในโรงเรียนอย่างไร จะไม่มีการแตกแยกกัน อย่าให้มีการแตกหักซึ่งกันและกันแต่จะประสานด้วยกันอย่างไร

ครูต้องมีความสัมพันธ์กับผู้ปกครอง ครูมีหน้าที่เป็นสื่อบอกผู้ปกครองว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกของตนในโรงเรียน จะแก้ไขอย่างไร เพราะพฤติกรรมของเด็กบางครั้งที่บ้าน กับที่โรงเรียนคนละเรื่องกัน ครูมีหน้าที่สื่อ นั่นคือความรักที่ครูสามารถให้กับเด็ก และสามารถให้กับผู้ปกครอง เป็นการแสดงความรักและการรับใช้ที่แท้จริงต่อเนื่องกัน และเป็นการปั้นเด็กพร้อมกันกับผู้ปกครอง

ครูมีหน้าที่ประสานกับสังคม จะทำอย่างไรที่จะให้สังคมเกิดการพัฒนา ครูต้นแบบ ครูแห่งชาติ คือครูที่พร้อมจะอุทิศตนเพื่อเป็นวิทยากรแบบวิทยาทาน ไม่ได้หมายความว่าวิทยากรเพื่อหารายได้ แต่เป็นวิทยากรเพื่อไปช่วยให้เกิดการพัฒนาในที่ต่าง ๆ ตรงนี้เป็นส่วนที่สำคัญ และถ้าเป็นไปได้ ในกลุ่มของเราในเครือคาทอลิก น่าจะมีการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ทีมงานครูโรงเรียนไปช่วยต่างโรงเรียน พอครูโรงเรียนนี้เก่งก็ไปช่วยอีกโรงเรียนหนึ่ง นั้นคือการช่วยเหลือในการพัฒนา โดยที่ไม่คิดถึงสิ่งตอบแทน แต่เป็นการแบ่งปันซึ่งกันเรามีดีให้คุณ คุณมีดีให้เรา

ถ้าเราลงมือปฏิบัติโดยผู้บริหารร่วมมือกับคณะครู ถ้าเราทำด้วยจริงใจ ด้วยเมตตา ด้วยหวังดี กิจกรรมในโรงเรียนของเรา จะต้องก้าวหน้าและสมกับที่พระเยซูเจ้าทรงต้องการคือ นำความรอดไปสู่มนุษย์ เราคือผู้ที่ถูกเจิม เราเป็นผู้นำข่าวดีไปสู่ผู้ที่ทุกข์ร้อน ผู้ที่ทุกข์ร้อนของเราคือใครบ้าง ในฐานะผู้บริหารคือ ครู พนักงาน ชุมชน ในฐานะครูคือ นักเรียน ผู้ปกครอง เพื่อนครู ชุมชน เราต้องเข้าไป เราต้องนำข่าวดีความสุขไปสู่ผู้ที่ทุกข์ร้อน ผู้ที่ชอกช้ำระกำใจ และให้อิสรภาพ คือคำสอนของพระเยซูคริสตเจ้า

"จงขอบพระคุณพระเจ้า คือพระบิดาสำหรับสิ่งสารพัดเสมอในนามของพระเยซูคริสตเจ้าของเรา" เอเฟซัส 5:20
 

หน้ารัง | บทความ | แนะนำเพื่อนอ่าน

29 เมษายน 2003
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2003