ID20

การศึกษาความยากง่ายของคำ ลักษณะคำยากและการใช้แบบฝึกคำยากใน

ภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

ในจังหวัดสุพรรณบุรี

( A Study of the Level, Characteristics of Difficult Words and the Using of the Difficult Spellings Exercise in English by the Sixth Grade Children in Suphanburi Province )

 

Key word ความยากง่ายของคำ, ลักษณะคำยาก,

แบบฝึกสะกดคำยาก, ภาษาอังกฤษ, ประถมศึกษา

ผู้ทำวิจัย นายชำเลือง ตรีเดชา

ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายวิจัยและประเมินผลการศึกษา

สถานที่ทำงาน หน่วยศึกษานิเทศก์ สปจ. สุพรรณบุรี อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี 72000

โทรศัพท์ (035) 523-493

โทรสาร (035) 521191

บ้าน 117 หมู่ที่ 7 ถ. สมภารดง ต. ขั้วใหญ่ อ. เมือง จ. สุพรรณบุรี 72000

โทรศัพท์ (035) 543925

โทรสาร (035) 521191

ระยะเวลาในการทำวิจัย มกราคม 2536 - กันยายน 2537

ประเภทของงานวิจัย ผลงานวิจัยของ สปจ. สุพรรณบุรี

สถานที่เก็บเอกสาร สปจ.สุพรรณบุรี

ความเป็นมา

ในการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ การเรียนรู้ศัพท์ของภาษาใหม่มักจะถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกทั้งนี้เพราะคนจะเรียนรู้ภาษาต่างประเทศได้ ก็ต่อเมื่อได้เรียนรู้ระบบเสียงได้เรียนรู้และสามารถใช้ไวยากรณ์ของภาษานั้นๆ และเรียนรู้ศัพท์จำนวนมากพอที่จะสามารถ

สื่อสารกันได้

อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาเกี่ยวกับการเรียนรู้เรื่องศัพท์พบว่า คำศัพท์ยังเป็นปัญหาในการเรียนการสอน และการสื่อสารภาษาต่างประเทศ เช่น นักเรียนรู้ศัพท์น้อย ไม่รู้คัดเลือกใช้คำให้ถูกต้อง หรือเมื่อพบคำศัพท์ยาก ๆ ก็เกิดความท้อแท้ เป็นต้น

ในการศึกษาเรื่องคำศัพท์ภาษาอังกฤษในประเทศไทยเกี่ยวกับความยากง่ายของคำ หรือวิธีการแก้ปัญหาเกี่ยวกับการสอนศัพท์ภาษาอังกฤษโดยตรงยังไม่มี จะมีก็เพียงแต่การศึกษาคำศัพท์ที่แทรกอยู่ในเรื่องต่าง ๆ เช่น การศึกษาเปรียบเทียบคำศัพท์ภาษาอังกฤษกับภาษาไทย การวิเคราะห์คำศัพท์ภาษาอังกฤษและความถี่ที่พบในตำราเรียนต่าง ๆ การศึกษาการเดาศัพท์จากปริบทเพื่อช่วยในการอ่านเร็ว การศึกษาการสะกดคำ การศึกษาการใช้พจนานุกรมอังกฤษ-อังกฤษ การเปรียบเทียบการสอนศัพท์จากปริบทกับการสอนศัพท์จากพจนานุกรม การสอนศัพท์ภาษาอังกฤษและสำนวนภาษาอังกฤษที่สอดแทรกวัฒนธรรม วิธีการสอนให้เดาคำศัพท์และสำนวนจากปริบทและวิธีการสอนตามคู่มือครู การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคำศัพท์ ฯลฯ เป็นต้น

ดังนั้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาเรื่อง การศึกษาระดับความยากง่ายของคำ ลักษณะของคำยากและการแก้ปัญหาโดยการใช้แบบฝึกการสะกดคำยากในภาษาอังกฤษ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพราะถ้าหากได้มีการวิเคราะห์หาคำยากและนำคำศัพท์ยากนั้น ๆ มาสร้างแบบฝึก แล้วนำแบบฝึกคำยากดังกล่าวนั้น มาให้นักเรียนทำการฝึกฝนด้วยแบบฝึกหลาย ๆ รูปแบบแล้ว ก็น่าจะมีส่วนช่วยเสริมความรู้ความเข้าใจในด้านคำศัพท์เป็นอย่างดี

แนวคิดหรือทฤษฎีที่ใช้ในการวิจัย

ในเรื่องการสอนสะกดคำนั้น โดยทั่วไปจะมีลำดับขั้นดังนี้

1. ครูต้องให้นักเรียนเข้าใจความหมายของคำ มองดูคำ พร้อมกับออกเสียงคำนั้น

2. ครูให้นักเรียนเห็นรูปคำที่สะกด และเห็นส่วนต่าง ๆ แยกคำออกเป็นพยางค์

3. ครูให้นักเรียนระลึกคำ แล้วสะกดคำโดยไม่ต้องดูและตรวจทานดูว่าสะกดคำถูกต้องหรือไม่

4. ครูให้นักเรียนเขียนคำนั้นให้ถูกต้องจากความจำ

5. ครูทบทวนโดยให้นักเรียนเขียนคำโดยไม่ต้องดูแบบ

2. วัตถุประสงค์

1. เพื่อศึกษาระดับความยากง่ายของคำและลักษณะคำยากในการเขียนสะกดคำภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างก่อนและหลังการใช้แบบฝึกสะกดคำ

3. เพื่อสร้างแบบฝึกการเขียนสะกดคำภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

3. วิธีการดำเนินการวิจัย

3.1 ระเบียบวิธีวิจัยและแบบวิจัย

ในการวิจัยครั้งมีนี้ขั้นตอนในการดำเนินการทดลอง ดังนี้

1. ศึกษาระดับความยากง่ายของคำ โดยใช้แบบทดสอบการเขียนสะกดคำ

2. ศึกษาลักษณะคำยาก โดยนำคำที่นักเรียนตอบถูกตั้งแต่ร้อยละ 1-40 มา

วิเคราะห์หลักการเขียนผิดในรูปแบบต่าง ๆ

3. ทดลองใช้แบบฝึกสะกดคำยาก ผู้วิจัยดำเนินการทดลองตามแผนการวิจัยแบบ One Group Pretest - Posttest Design

3.2 ตัวแปรและนิยามปฏิบัติการ

ตัวแปรที่จะศึกษา

- ระดับความยากง่ายของคำและลักษณะคำยาก

- ผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำ

นิยามปฏิบัติการ

ระดับความยากง่ายของคำ หมายถึง การจัดลำดับคำจำนวน 640 คำ จากหนังสือ English Is Fun Book IV ซึ่งได้มาจากการทดสอบการเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แบ่งเป็น 5 ระดับ ดังนี้

1. คำที่ง่ายมาก คือ คำที่มีจำนวนนักเรียนสะกดคำถูกต้อง ร้อยละ 81 - 100

2. คำที่ง่าย คือ คำที่มีจำนวนนักเรียนสะกดคำถูกต้อง ร้อยละ 61 - 80

3. คำที่ยากง่ายปานกลาง คือ คำที่มีจำนวนนักเรียนสะกดคำถูกต้องร้อยละ 41- 60

4. คำที่ยาก คือ คำที่มีจำนวนนักเรียนสะกดถูกต้อง ร้อยละ 21 - 40

5. คำที่ยากมาก คือ คำที่มีจำนวนนักเรียนสะกดคำถูกต้อง ร้อยละ 0 - 20

คำยาก หมายถึง คำที่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวนร้อยละ 0 - 40 เขียนสะกดคำนั้นได้ถูกต้อง

การสะกดคำ หมายถึง การเรียงพยัญชนะ สระ และตัวสะกดได้ถูกต้องตามแบบการสะกดคำที่ปรากฏอยู่ในพจนานุกรม

ลักษณะคำยาก หมายถึง ประเภทของคำที่มีนักเรียนจำนวนมากเขียนสะกดคำนั้น ๆ ผิด ซึ่งมีรูปแบบการเขียนผิดต่าง ๆ กัน เช่น ผิดที่พยัญชนะต้น ผิดที่ตัวสะกด ผิดทั้งคำ ฯลฯ เป็นต้น

แบบฝึกสะกดคำยาก หมายถึง แบบฝึกหัดการเขียนสะกดคำยากสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มผู้วิจัยสร้างขึ้นจากคำยากที่นักเรียนสะกดผิดในรูปแบบต่าง ๆ

ผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำ หมายถึง คะแนนที่บอกถึงปริมาณการเรียนรู้เกี่ยวกับการเขียนสะกดคำ ซึ่งได้จากการทดสอบด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น

3.3 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

ประชากร ประชากรเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคปลาย ปีการศึกษา 2535 ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 12,500 คน

กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2535 และปีการศึกษา 2536 ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ

1. กลุ่มตัวอย่างที่ 1 เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคปลายปีการศึกษา 2535 ในโรงเรียน 12 โรง จำนวน 312 คน

2. กลุ่มตัวอย่างที่ 2 เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคปลายปีการศึกษา 2536 โรงเรียนวัดหนองสะเดา สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอสามชุก สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 20 คน

3.4 การพัฒนาเครื่องมือวิจัยและวิธีการวัดค่าตัวแปร

1. แบบทดสอบการเขียนสะกดคำ เพื่อหาระดับความยากง่ายของคำซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียนในระดับชั้นประถมปีที่ 6 จำนวน 1 ชุด

2. แบบฝึกการเขียนสะกดคำยากสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 15 ชุด ๆ ละ 4 - 5 แบบฝึกหัด รวมเป็นแบบฝึกทั้งหมด 67 แบบฝึก

3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำยาก เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก แบ่งเป็นแบบทดสอบการเขียนสะกดคำ 1 ฉบับ มี 50 ข้อ และแบบทดสอบวัดความรู้ความเข้าใจในคำศัพท์ประจำแต่ละแบบฝึกอีก 15 ฉบับ มี 190 ข้อ รวมเป็นแบบทดสอบ 16 ฉบับ จำนวน 240 ข้อ

3.5 วิธีการดำเนินการทดลอง

ผู้วิจัยดำเนินการทดลองเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้

1. การศึกษาระดับความยากง่ายของคำ

1.1 ผู้วิจัยและคณะนำแบบทดสอบการเขียนสะกดคำ จำนวน 16 ชุด ชุดละ 40 คำ ไปทดสอบกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างที่ 1 ทำการทดสอบโดยให้นักเรียนเขียนตามคำบอก

1.2 หลังจากนำคำ 16 ชุดไปทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างทั้ง 12 โรงเรียนแล้ว นำคำตอบมาตรวจให้คะแนน บันทึกรอยขีด (tally) หาความถี่เป็นอัตราร้อยละ โดยแบ่งส่วนร้อยออกเป็น 5 ส่วนเท่า ๆ กัน แล้วจัดระดับความยากง่ายของคำเป็น 5 กลุ่ม

2. การศึกษาลักษณะคำยาก

นำคำที่นักเรียนเขียนคำผิดตั้งแต่ร้อยละ 1- 40 ซึ่งเป็นคำยากและ คำยากมาก มาวิเคราะห์ลักษณะการเขียนผิดในลักษณะต่าง ๆ ได้แก่ ผิดที่เป็นคำหลายพยางค์ ผิดที่เป็นคำที่มีสระประสม ผิดที่เป็นคำควบคล้ำ ผิดที่เป็นคำที่มีเสียงเป็นปัญหา ผิดที่ตัวสะกด ผิดที่เรียงตัวอักษาสลับที่ ผิดที่เป็นคำที่ออกเสียงเหมือนกันแต่สะกดต่างกัน ผิดที่เขียนไม่แยกพยางค์ ผิดที่เป็นคำย่อ และผิดตั้งแต่ 2 ลักษณะขึ้นไป

3. การใช้แบบฝึกสะกดคำยาก

3.1 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำ จำนวน 50 ข้อ ทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างที่ 2 จำนวน 20 คน

3.2 นำแบบฝึกสะกดคำยาก จำนวน 15 ชุด ไปทดลองกับกลุ่มตัวอย่างที่ 2 วันละ 1 ชุด ใช้เวลาตามที่ระบุไว้ในคู่มือครู รวมเป็นเวลา 15 วัน ในการทดลองใช้แบบฝึกแต่ละชุดได้มีการทดสอบความรู้ความเข้าใจคำศัพท์ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกด้วย

3.3 ทดสอบหลังการใช้แบบฝึกสะกดคำยาก ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำชุดเดียวกับที่ใช้ทดสอบก่อนการเรียน

3.6 วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล

1. วิเคราะห์หาระดับความยากง่ายในการเขียนสะกดคำ หาระดับความยากง่ายของคำทั้งหมด โดยขีดรอยคะแนนคำที่นักเรียนเขียนสะกดถูกต้อง หาค่าอัตราส่วนร้อยของความถี่เรียงลำดับจากคำที่มีความถี่สูงสุดไปหาค่าที่มีความถี่ต่ำที่สุด แล้วจัดเป็น 5 กลุ่ม ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้

2. วิเคราะห์ลักษณะคำยากของคำยากและคำยากมากตามลักษณะการเขียนผิดรูปแบบต่าง ๆ โดยหาค่าเฉลี่ยร้อยละของการตอบผิดในแต่ละลักษณะ

3. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำระหว่างก่อนและหลังการใช้แบบฝึกสะกดคำ โดยใช้ t-test

4. สรุปผลการวิจัย

1. การศึกษาระดับความยากง่ายของคำจากการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่าคำที่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ใช้เรียนจำนวน 640 คำนี้ มีระดับความยากง่ายเรียงลำดับจากคำที่นักเรียนเขียนสะกดถูกต้องมากที่สุดไปหาคำที่นักเรียนเขียนสะกดได้ถูกต้องน้อยที่สุด แบ่งเป็น 5 กลุ่มได้ ดังนี้

1.1 คำที่ง่ายมาก จำนวน 13 คำ ได้แก่ too, toe, Boo!, some, be, car, come, ago, of, put, fun, into, paper.

1.2 คำที่ง่าย มีจำนวน 223 คำ ได้แก่ name, how, bank, men, sing, buy, kilo, cook, coconut, school, milk, put on, food, glass, pull, play, coffee, get up, long, hot ฯลฯ เป็นต้น

1.3 คำที่ยากง่ายปานกลาง มีจำนวน 324 คำ ได้แก่ boat, dozen, page, bowl, birthday, cousin, chalk, bell, agian, borrow, afternoon, brother, behind, bicycle, all, about, a lot of, America, down, face, clean, knife ฯลฯ เป็นต้น

1.4 คำที่ยาก มีจำนวน 79 คำ ได้แก่ primary, headache, check, dressmaker, difficult, children, knives, deaf, blouse, opposite, centimeters, fish sauce, expensive, health center, beautiful, across, brush his teeth, bought, girl guide, blackboard, carefully, Mrs., shopkeeper, all right, goverment official ฯลฯ เป็นต้น

1.5 คำที่ยากมาก มีเพียง 1 คำ ได้แก่ คำว่า charge clothes

2. การศึกษาลักษณะคำยาก นำคำยากและยากมากมาวิเคราะห์ลักษณะการเขียนผิดในรูปแบบต่าง ๆ โดยเรียงลำดับจากคำที่เขียนสะกดผิดมากไปหาคำที่สะกดผิดน้อย ตามลำดับดังนี้

2.1 ผิดตั้งแต่ 2 ลักษณะขึ้นไป จำนวน 28 คำ

2.2 ผิดที่เป็นคำหลายพยางค์ จำนวน 13 คำ

2.3 ผิดที่ตัวสะกดท้ายพยางค์/ท้ายคำ จำนวน 13 คำ

2.4 ผิดที่เป็นคำมีสระประสม จำนวน 9 คำ

2.5 ผิดที่เป็นคำควบกล้ำ จำนวน 7 คำ

2.6 ผิดที่เป็นคำที่มีเสียงเป็นปัญหา จำนวน 4 คำ

2.7 ผิดที่เรียงอักษรสลับที่ จำนวน 2 คำ

2.8 ผิดที่นักเรียนเขียนคำติดกันในกรณีของคำประสม จำนวน 2 คำ

2.9 ผิดที่เป็นคำที่ออกเสียงเหมือนกันแต่สะกดต่างกัน จำนวน 1 คำ

2.10 ผิดที่เป็นคำย่อ จำนวน 1 คำ

3. การใช้แบบฝึกการเขียนสะกดคำ จากการทดลองใช้แบบฝึกการเขียนสะกดคำ ปรากฏว่าผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำภายหลังการทดลองสูงกว่าผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

5. ข้อเสนอแนะ

1. ข้อเสนอแนะในด้านการเรียนการสอน

1.1 ครูทุกคนจะต้องเห็นความสำคัญ และความจำเป็นในการใช้ภาษาอังกฤษโดยร่วมมือกันแก้ไขข้อบกพร่องในการใช้ภาษาของนักเรียนโดยเฉพาะด้านการเขียนสะกดคำ

1.2 ครูผู้สอนภาษาอังกฤษควรถือเป็นหน้าที่โดยตรงที่จะส่งเสริมให้นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อวิชาภาษาอังกฤษ มองเห็นความสำคัญและเห็นคุณค่าในการเขียนสะกดคำให้ถูกต้อง

1.3 การสอนเขียนสะกดคำครูต้องคำนึงถึงความยากง่ายของคำ ควรเลือกคำมาสอนตามลำดับความยากง่าย ก่อนจะสอนคำใหม่ควรทบทวนคำที่เรียนไปแล้ว การสอนคำต้องให้รู้ความหมายของคำ และสอนหลักภาษาควบคู่ไปกับการสอนเขียนสะกดคำด้วย

1.4 การสอนการเขียนสะกดคำควรสอนแบบสัมพันธ์ทักษะ คือสอนการฟัง การพูด การอ่าน การเขียนสอดคล้องกัน

1.5 การสอนภาษาอังกฤษทุกครั้งควรฝึกทักษะให้เพียงพอ ฝึกทักษะให้สม่ำเสมอและทั่วถึง

1.6 ครูผู้สอนภาษาอังกฤษชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ควรนำคำที่ยากมาสอนหรือทบทวนในชั้นบ่อย ๆ

1.7 ครูควรจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสะกดคำ เพื่อสร้างแรงจูง

ใจให้นักเรียนมีความสนใจและเจตคติที่ดีก่อการสะกดคำเช่นการใช้กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ เกม และเพลง เป็นต้น

1.8 ครูสอนภาษาอังกฤษควรใช้สื่อประกอบการสอนอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถจัดสภาพแวดล้อมให้ผู้เรียนได้พบเห็นคำที่จะเขียนอยู่ตลอดเวลา จึงจะช่วยให้ผู้เรียนเรียนได้รวดเร็ว

1.9 ครูควรนำคำยากมาทำเป็นแบบฝึกหัดเพื่อฝึกการเขียนสะกดคำ และสร้างหนังสืออ่านประกอบ

1.10 ครูควรสอนการใช้พจนานุกรม และหัดให้ผู้เรียนทำพจนานุกรมประจำชั้น

1.11 ครูผู้สอนควรจะระมัดระวังที่จะใช้ภาษาให้ถูกต้องทั้งการพูดและการเขียน โดยเฉพาะการเขียนสะกดคำที่ถูกต้อง ให้เป็นแบบอย่างการเขียนสะกดคำที่ดีแก่นักเรียน

1.12 เมื่อผู้เรียนสะกดคำผิดพลาด ครูควรศึกษาถึงเหตุในการเขียนสะกดคำผิดเสียก่อน แล้วจึงจัดการสอนซ่อมเสริมอย่างมีระบบ

1.13 ขอความร่วมมือจากครูทุกคนให้ช่วยการแก้ไขข้อบกพร่องทางด้านการเขียนสะกดคำ

1.14 ครูควรฝึกฝนให้นักเรียนเป็นคนช่างสังเกตและมีวิจารณญาณในการพิจารณาการเขียนสะกดที่ปรากฏบนสื่อชนิดต่าง ๆ เช่น ป้าย ประกาศ โฆษณา

1.15 ครูควรให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการทำบัตรคำ บัตรภาพ เพื่อให้นักเรียนได้รับประสบการณ์เกี่ยวกับคำต่าง ๆ ให้มากขึ้น

1.16 การประเมินผลภาษาอังกฤษ ครูควรประเมินความสามารถในการเขียนสะกดคำที่สอดคล้องกับจุดประสงค์ด้วย

1.17 ครูควรสร้างแบบฝึกหัดขึ้นนอกเหนือจากที่มีในแบบเรียนเพื่อฝึกทักษะที่ต้องการ ควรเป็นแบบฝึกหัดสำหรับเด็กเก่งและเพื่อการซ่อมเสริมสำหรับเด็กอ่อน

1.18 การสร้างแบบฝึกหัดควรจะตั้งจุดมุ่งหมายให้ตรงกับทักษะที่ต้องการจะฝึกโดยคำนึงถึงหลักจิตวิทยาและให้สอดคล้องกับวัยของผู้เรียน แบบฝึกหัดควรมีกิจกรรมหลาย ๆ แบบ เรียงลำดับจากง่ายไปหายาก และเปิดโอกาสให้เด็กใช้ความคิด

1.19 การเลือกใช้แบบฝึกหัดที่มีผู้จัดทำขึ้น ครูต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมในด้านต่าง ๆ เช่น ความเหมาะสมของเนื้อหาและกิจกรรมให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ ความยากง่ายเหมาะสมกับวัยของเด็ก และภาษาที่ใช้เหมาะสมกับวัยและความเข้าใจของเด็ก

1.20 ครูควรจัดมุมหนังสือ มุมเกม หรือมุมสร้างเสริมประสบการณ์ ภาษาอังกฤษ เพื่อส่งเสริมทักษะด้านการเขียนสะกดคำ

1.21 ผู้บริหารโรงเรียนให้การสนับสนุนครูผู้สอน เช่น นิเทศภายในแก่ครูผู้สอน ส่งครูไปอบรม สัมมนา จัดหาสื่อและสนับสนุนให้ครูจัดกิจกรรมเกี่ยวกับการเขียนภาษาอังกฤษ เช่น การแข่งขันการเขียนสะกดคำ การจัดนิทรรศการ กิจกรรมการสอน การอ่าน และการเขียน

2. ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป

2.1 ควรศึกษาระดับความยากง่ายของคำด้วยวิธีการใช้แบบทดสอบชนิดปรนัย 4 ตัวเลือก กับนักเรียนระดับชั้นนี้

2.2 ควรศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการสะกดคำกับการรู้ความหมายของคำ

2.3 ควรศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการสะกดคำกับความสามารถในการอ่าน

2.4 ควรศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้แบบฝึกสะกดคำยากกับแบบฝึกทักษะการอ่าน

2.5 ควรศึกษาผลของการใช้แบบฝึกการเขียนสะกดคำยากเปรียบเทียบกับการสอนด้วยวิธีอื่น

2.6 ควรศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำกับเจตคติต่อการเขียนสะกดคำ

2.7 ควรศึกษาแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของนักเรียนที่เกิดจากการเรียนด้วยแบบฝึกการเขียนสะกดคำยาก

2.8 ควรศึกษาเรื่องนี้โดยเพิ่มตัวแปรที่ส่งผลต่อความสามารถในการเขียนสะกดคำของนักเรียน เช่น สถานสภาพของผู้ปกครอง คุณวุฒิของครูผู้สอน ขนาดของโรงเรียน ฯลฯ เป็นต้น

2.9 ควรสร้างข้อสอบวินิจฉัยเหตุของการผิดพลาดในการเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

2.10 ควรศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ในระดับชั้นอื่น ๆ