การเปรียบเทียบคุณภาพของแบบทดสอบโคลซ 3 แบบในการวัดความเข้าใจการอ่านภาษาอังกฤษ

ผู้ทำการวิจัย

นางสาวขวัญใจ บุญชยางกูร 
ตำแหน่ง อาจารย 1 ระดับ 3
สถานที่ทำงาน โรงเรียนสุขานารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา 

ทำการวิจัยเมื่อ

กรกฎาคม 2528 - กุมภาพันธ์ 2529 เป็นวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท เพื่อเสนอต่อบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ความเป็นมา

ความเข้าใจการอ่านภาษาอังกฤษมีบทบาทสำคัญต่อนักเรียน นักศึกษา ในอันที่จะ ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ในวิทยาการด้านต่าง ๆ ตลอดจนความรู้เกี่ยวกับเทคนิควิธี การสมัยใหม่ในทุกแขนงวิชาซึ่งมักจะเผยแพร่เป็นภาษาอังกฤษ เพราะถือว่าเป็น ภาษาสากลที่นิยมใช้กันทั่วโลก ดังนั้นการที่นักเรียนและนักศึกษามีความสามารถใน การอ่านภาษาอังกฤษสามารถเข้าใจในสิ่งที่อานได้อย่างแจ่มแจ้ง ก็จะเป็นปัจจัย สำคัญที่จะนำไปสู่ความก้าวหน้าและความสำเร็จในการเรียน

ความสามารถในการเ้าใจการอ่านภาษาอังกฤษ นับเป็นปัญหาต่อนักเรียนที่เรียน ภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศมาก ครูผุ้สอนจะต้องฝึกให้ผู้เรียนเกิดทักษะใน การอ่านจับใจความ และการที่จะทราบว่าผู้เรียนมีความเข้าใจในสิ่งที่อ่าน หรือมี พัฒนาการทางด้านการอ่านหรือไม่นั้น ครูต้องมีวิธีการวัดผลที่มีประสิทธิภาพ จึงจะ สามารถทราบถึงปัญหาและข้อบกพร่องเกี่ยวกับการอ่านของผุ้เรียนและสามารถนำ ไปปรับปรุง ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีพัฒนาการทางการอ่านยิ่งขึ้น

เทคนิคโดยทั่วไปที่ใช้ในการวัดความเข้าใจในการอ่านและมีความเป็นมาตรฐานใน การวัดความเข้าใจในปัจจุบัน คือ คำถามแบบเลือกตอบซึ่งถือว่า สะดวกในการใช้ และมีความเป็นปรนัยสูง แต่การสร้างคำถามแบบเลือกตอบต้องใช้เวลานานในการ สร้าง เพราะคำถามชนิดนี้มีขั้นตอนในการสร้างที่ละเอียดอ่อน และค่อนข้างยุ่งยาก ในการเขียนคำถามแต่ละข้อ ตลอดจนตัวเลือกต้องทำอย่างรอบคอบถูกต้องตามหลัก การใช้ภาษา และไม่ชี้แนะคำตอบจนเกินไป อีกทั้งต้องผ่านการทดสอบความเที่ยง ตรงและความเชื่อถือได้ก่อนจึงจะสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (นิรมล สถิตย์ทอง, 2516: 2-3) ฉะนั้นจึงเป็นปัญหาหนักสำหรับครูผู้สอนที่จะสร้างแบบ ทดสอบให้มีคุณภาพดังกล่าว ผู้วิจัยเห็นว่ามีวิธีหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับการ สร้างคำถามและเขียนตัวลวงได้คือ การนำเอาวิธีการโคลซ (CLOZE PROCEDURE) มาสร้างเป็นแบบทดสอบ ซึ่งบอร์มัธ ( BORMUTH, 1967 : 291-299 ) ได้กล่าวว่าแบบทดสอบโคลซเป็นแบบทดสอบที่มีความเที่ยงตรงสูง เชื่อถือได้ สร้างง่าย ให้คะแนนง่าย และมีความปรนัย ดังที่ปรากฏในงานวิจัยของ เขาหลายครั้งว่าสามารถวัดความเข้าใจการอ่านภาษาอังกฤษได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แบบทดสอบโคลซที่เข้ามามีบทบาทในการทดสอบความเข้าใจการอ่านภาษา อังกฤษของนักเรียนไทยมักอยู่ในรูปแบบที่เว้นไว้ด้วยจำนวนคำที่เท่า ๆ กัน แล้วให้ นักเรียนหาคำมาเติมเอง แต่โดยแท้จริงแบบทดสอบโคลซได้พัฒนาออกเป็นหลาย รูปแบบ ดังที่ วาเลท (VALETTE, 1977 : 212 - 215) กล่าวว่า แบบทดสอบโคล ซมี 3 แบบ และเท่าที่ได้ศึกษากันมามักจะศึกษาถึงแบบทดสอบโคลซในรูปแบบที่ เว้นจำนวนคำที่เท่ากันให้ผู้อ่านคิดหาคำมาเติมเอง และยังไม่เคยมีการศึกษาโดยนำ เอาแบบทดสอบโคลซทั้ง 3 แบบมาเปรียบเทียบถึงคุณภาพในการนำไปใช้เลยว่า แบบทดสอบโคลซแบบใดมีคุณภาพเหมาะสมที่สุดในการนำไปใช้วัดความเข้าใจ การอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนไทย

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะศึกษาและเปรียบเทียบคุณภาพของแบบทดสอบ โคลซ 3 แบบในด้าน ค่าความยาก ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมั่น ค่าความคลาด เคลื่อนมาตรฐานในการวัดและค่าความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ โดยมุ่งศึกษาว่า แบบทดสอบโคลซแบบใดมีคุณภาพเหมาะสมที่สุดในการวัดความเข้าใจการอ่าน ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

วิธีดำเนินการ

กลุ่มตัวอย่าง

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาของโรงเรียนในสังกัด กระทรวงศึกษาธิการ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมสึกษาปีที่ 5 ปี การสึกษา 2528 จำนวน 306 คน และนักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างนี้ถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ที่มีความสามารถในการอ่านใกล้เคียงกันกลุ่มละ 102 คน โดยอาศัยคะแนน ของนักเรียนที่ได้จากการทำแบบทดสอบของ S.R.A. เป็นเครื่องมือในการ จำแนกความสามารถของนักเรียน

วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล

หลังจากที่ผู้วิจัยได้ใช้แบบทดสอบของ S.R.A. ทดสอบและแบ่งกลุ่มตัวอย่างออก เป็น 3 กลุ่ม ที่มีความสามารถในการอ่านโดยเฉลี่ยเท่ากันทุกกลุ่มแล้วจึงดำเนินการ เก็บรวบรวมข้อมูลเป็น 2 ระยะดังนี้

ระยะที่ 1 นำแบบทดสอบโคลซแต่ละฉบับ ( C 1 , C 2 , และ C 3) ไปทดสอบกับ นักเรียนแต่ละกลุ่มที่ได้แบ่งไว้แล้วโดยแต่ละกลุ่มนั้นจะได้รับการทดสอบโดยวิธี การสุ่มให้สอบด้วยแบบทดสอบโคลซที่ไม่ซ้ำแบบกัน

ระยะที่ 2 นำแบบทดสอบแบบเลือกตอบ (M) ที่ผุ้วิจัยสร้างมาจากบทความเดียวกับ ที่ใช้ในการสร้างแบบทดสอบโคลซ ไปทดสอบกับนักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ทุกกลุ่ม หลังจากที่ได้สอบแบบทดสอบโคลซไปแล้ว 1 สัปดาห์

วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล

จากคะแนนของนักเรียนที่ได้จากการทำแบบทดสอบโคลซแต่ละแบบนั้น นำมาหา ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หาค่าความยาก และค่าอำนาจจำแนกโดยใช้ เทคนิค 27% แล้วเปิดตารางสำเร็จรูปของ จุง เตห์ แฟน หาค่าความเชื่อมั่นโดยใช้ สูตร คูเดอร์ ริชาร์ดสัน (K.R. 20) หาค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานในการวัด และ ค่าความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ โดยการหาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบ เพียร์สัน ระหว่างคะแนนจากแบบทดสอบโคลซแต่ละแบบกับแบบทดสอบแบบ เลือกตอบ (C1 - M, C2 - M และ C3 - M) แล้วทำการเปรียบเทียบโดยทดสอบ ความแตกต่างของค่าความยาก มาตรฐานด้วยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบ ทางเดียว ( ONE-WAY ANALYSIS OF VARIANCE) แล้วทำการทดสอบความ แตกต่างเป็นรายคู่ตามวิธีการของ SCHEFFE' (S-TEST) ทำการทดสอบความแตก ต่างของค่าอำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมั่น ค่าความเที่ยงตรงของแบบทดสอบโดย ทดสอบค่าไคสแควร์ แล้วจึงทำการทดสอบความแตกตางเป็นรายคู่ด้วยอัตราส่วนซี (Z-RATIO) นอกจากนี้ได้เปรียบเทียบค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานในการวัด โดย อาศัยวิธีการของฮาร์ทเลย์ (HARTLEY) ทดสอบความเป็นเอกพันธ์ของความแปร ปรวน หลังจากนั้นจึงทำการทดสอบความแตกต่างของความแปรปรวนเป็นรายคู่ ด้วยอัตราส่วนเอฟ (F-RATION)

สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ

สรุปผลการวิจัย

จากผลการวิจัยสรุปได้ว่า แบบทดสอบโคลซแบบที่ 1 (C1) และแบบทดสอบ โคลซแบบที่ 3 (C3) มีค่าความยากมาตรฐาน ค่าความเชื่อมั่น ค่าความแปรปรวน และค่าความเที่ยงตรงสูงกว่าแบบทดสอบโคลซแบบที่ 2 (C2) ส่วนค่าอำนาจจำแนก ของแบบทดสอบโคลซทั้ง 3 แบบ มีค่าอำนาจจำแนกปาน ๆ กัน ไม่แตกต่างกันใน ทางสถิต และเมื่อพิจารณาโดยคำนึงถึงสมรรถภาพในการอ่านของผู้เรียนพบว่า นักเรียนที่มีสมรรถภาพในการอ่านสูง แบบทดสอบโคลซแบบที่ 1 (C1) เหมาะสม ที่สุดที่จะนำไปใช้ทดสอบ และแบบทดสอบโคลซแบบที่ 3 (C 3) เหมาะสมที่สุดที่ จะนำไปทดสอบนักเรียนที่มีความสามารถในการอ่านปานกลางหรือต่ำ ส่วนแบบ ทดสอบโคลซแบบที่ 2 (C2) ไม่เหมาะสมที่จะนำไปใช้ทดสอบ

ข้อเสนอแนะ

1. ครูควรนำแบบทดสอบโคลซไปใช้เพื่อเร้าความสนใจในการเรียนและสร้าง ความคุ้นเคยในการทำแบบทดสอบโคลซ โดยในระยะแรกอาจใช้แบบทดสอบ โคลซแบบที่ 2 (C2) เพื่อฝึกการอ่านในระหว่างการเรียนการสอน แล้วจึงค่อยดัดแปลงเป็นแบบทดสอบโคลซแบบที่ 3 (C3) และแบบที่ 1 (C1) ตามลำดับ

2. ครูควรนำแบบทดสอบไปใช้เป็นแบบฝึกเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่าน โดย แยกตามระดับความสามารถในการอ่านของนักเรียนแต่ละคน กล่าวคือ ควรใช้แบบ ทดสอบโคลซแบบที่ 1 (C1) กับนักเรียนที่มีความสามารถในการอ่านสูง ควรใช้ แบบทดสอบโคลซแบบที่ 3 (C3) กับนักเรียนที่มีความสามารถในการอ่านปานกลาง และควรใช้แบบทดสอบโคลซแบบที่ 2 (C 2) กับนักเรียนที่มีความสามารถในการ อ่านต่ำ

3. ครูควรใช้แบบทดสอบโคลซแบบที่ 1 (C1 ) และแบบที่ 3 (C 3) เป็นเครื่องมือใน การทดสอบความสามารถในการอ่านของนักเรียน ส่วนแบบทดสอบโคลซแบบที่ 2 (C2) ควรนำไปใช้ทำแบบฝึกหัดในระหว่างการเรียนการสอน

4. ควรมีการทดลองนำรูปแบบต่าง ๆ ของแบบทดสอบโคลซที่มีการละคำด้วย จำนวนคำที่ต่างจากการวิจัยครั้งนี้ หรือจะนำไปทดลองใช้กับนักเรียนในระดับต่าง ๆ เพื่อช่วยในการพิจารณาเลือกรูปแบบโคลซที่เหมาะสมนำไปใช้ให้สอดคล้องกับ ความสามารถของนักเรียนในระดับชั้นเรียนนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ