การศึกษาผลการสอนภาษาไทย โดยใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความของ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนประถมศึกษาจังหวัดในเขตการศึกษา 6

ผู้ทำการวิจัย

นายสมมารถ จุ้ยทอง 
ตำแหน่ง หัวหน้าฝ่ายวิจัยและประเมินผลทางการศึกษา
สถานที่ทำงาน สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดอ่างทอง อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง 

ผู้ร่วมงาน

นางสาวบังอร พุ่มสะอาด

นายก่อเกียรติ สอนสอาด  

นายชูชาติ บุญชู

นายนำพล คารมปราชญ์ 

นายทวี นวพลวตานนท์

นายประศาสน์ ชุ่มนาเสียว 

นายอำนวย ติยะวงศ

์นางสาวผานิต คงธรรม 

ทำการวิจัยเมื่อ

ตุลาคม 2532 - กันยายน 2533 เป็นผลงานวิจัยของสำนัก งานการประถมศึกษาจังหวัดในเขตการศึกษา 6

ความเป็นมาของการวิจัย

การอ่านเป็นทักษะที่สำคัญในการแสวงหาความรู้ เพื่อให้เป็นคนที่ทันต่อ เหตุการณ์ เป็นเครื่องมือแสวงหาความรู้ทางการศึกษารวมทั้งความก้าวหน้า ในอาชีพ การอ่านเปรียบเสมือนลมหายใจที่จำเป็นของชีวิตยิ่งในโลก เพราะ การอ่านเป็นเครื่องมือที่จำเป็นในการแสวงหาความรู้และในขณะเดียวกัน การอ่านก็เป็นทักษะสำคัญในการเรียนภาษาของนักเรียนการแสวงหาความรู้ ต่าง ๆ ซึ่งความคิดเหล่านี้ได้สอดคล้องกับหลักสูตรการประถมศึกษา พ.ศ. 2521 ที่ได้กำหนดการอ่านไว้ 3 แบบ คือ การอ่านออกเสียง การอ่านในใจ และการอ่านทำนองเสนาะ สำหรับการอ่านในใจนั้น หลักสูตรประถมศึกษา 2521 ได้กำหนดความคิดรวบยอดและหลักการอ่านในใจไว้ว่า การอ่านในใจ ที่มีประสิทธิภาพสูง ผู้อ่านต้องจับใจความสำคัญของเรื่องที่อ่านได้ใน ปริมาณที่เพียงพอแต่ใช้เวลาน้อยและพลังงานน้อย การสอนอ่านในใจครู ควรมุ่งให้นักเรียนสามารถเข้าใจความสำคัญของเรื่องที่อ่าน และอ่านจับใจ ความได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นทักษะด้านการอ่านจับใจความจึงเป็นทักษะที่ จำเป็นต้องฝึกฝนให้กับนักเรียนเป็นอย่างยิ่ง

ทั้งแม้ว่าหลักสูตรประถมศึกษา พ.ศ. 2521 จะเน้นถึงความสำคัญของการ อ่านจับใจความสำคัญ และในทางปฏิบัติการสอนทักษะทั้ง 4 คือ การฟัง การพูด การอ่าน การเขียน แต่ครูผู้สอนมักจะมุ่งสอนทักษะการอ่านมากกว่า ทักษะด้านอื่น ๆ จากการประเมินคุณภาพนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ระดับประเทศ ปีการศึกษา 2531 ของสำนักงานคณะกรรมการการประถม ศึกษาแห่งชาติ พบว่า คะแนนเฉลี่ยร้อยละของกลุ่มทักษะภาษาไทยในระดับ เขตการศึกษา ปรากฏว่าเขตการศึกษา 6 นั้น มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษา ไทย ค่าเฉลี่ยร้อยละ 63.85 ส่วนปี 2534 มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 61.11 ซึ่งมีค่าเพิ่ม ขึ้น 2.74 เมื่อพิจารณาคะแนนเฉลี่ยร้อยละเทียบ 10 ของรายสมรรถภาพ จำแนกเป็นรายจังหวัดของเขตการศึกษา 6 ในปีการศึกษา 2531 พบว่าค่า เฉลี่ยรวมและค่าเฉลี่ยรายสมรรถภาพส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่น่าพอใจ ที่พบว่าคะแนนเฉลี่ยเทียบ 10 รายสมรรถภาพภาษาไทยนั้น สมรรถภาพการ อ่านในใจหรืออ่านจับใจความมีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าสมรรถภาพอื่น ๆ โดยมีค่า เฉลี่ยในเขตการศึกษา 6 เท่ากับ 5.48 เท่านั้น

ด้วยเหตุผลและหลักการดังกล่าว สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดในเขต การศึกษา 6 พิจารณาเห็นว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาหาวิธีสอน โดย การสร้างแบบฝึกการอ่านจับใจความเพื่อนไปใช้สอนกับนักเรียน และจะ เป็นแนวทางให้กับครูในการสอนและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการอ่านแก่ นักเรียนในสังกัด จึงได้ร่วมศึกษาวิจัยเรื่องนี้ขึ้น

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของการอ่านจับใจความนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยการใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความกับนักเรียน ที่เรียนโดยปกติและศึกษาความคิดเห็นของครูเกี่ยวกับคู่มือและการใช้แบบ ฝึกการอ่านจับใจความ และความคิดเห็นของนักเรียนเกี่ยวกับการใช้แบบฝึก การอ่านจับใจความ

วิธีดำเนินการวิจัย

กลุ่มตัวอย่าง

เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัด ในเขตการศึกษา 6 โดยการสุ่มตัวอย่างจังหวัดละ 1 โรง รวม 7 โรง โรงเรียน ละ 2 ห้องเรียน โดยมีครูผู้สอนคณะเดียวกันทั้ง 2 ห้องเรียน

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

คณะผู้วิจัยได้สร้างขึ้นประกอบด้วย แบบฝึกการอ่านจับใจความจำนวน 20 ชุด โดยครอบคลุมเนื้อหาในคู่มือครูภาษาไทยบทที่ 4-5-6 ของกรมวิชาการ คู่ มือครูภาษาไทย สำหรับห้องทดลองและห้องควบคุม แบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนแบบสอบถามความคิดเห็นของครูผู้สอน และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน

วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล

ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้ คือ ปฐมนิเทศและทดสอบก่อนเรียน 3 คาบ แล้ว ดำเนินการทดลองสอนตามรูปแบบการวิจัยแบบ Randomized Solomon Four-Group Design ซึ่งครูคนเดียวสอนทั้งกลุ่มทดลองและควบคุม โดย ดำเนินการสอน 20 ครั้งละ ๆ 3 คาบ และทดสอบหลังเรียน 3 คาบ

วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล

นำข้อมูลจากการทดสอบก่อนเรียน หลังเรียน และผลการทดสอบระหว่าง เรียนมาหาค่าทางสถิติโดยหาค่าเฉลี่ย ความแปรปรวน ความเบี่ยงเบน มาตรฐาน วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่ม

สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ

สรุปผลการวิจัย

ผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความ

1. ผลสัมฤทธิ์รวมทั้งเขตการศึกษา

1.1 การทดสอบก่อนการสอน ไม่ทำให้ผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความแตก ต่างกัน

1.2 การสอนภาษาไทยโดยใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความกับการสอนโดย ใช้คู่มือการสอนภาษาไทยของกรมวิชาการ ไม่ทำให้ผลสัมฤทธิ์การอ่านจับ ใจความแตกต่างกัน แต่การสอนโดยใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความมีแนว โน้มสูงกว่า

1.3 ไม่มีผลร่วมกันระหว่างวิธีการสอนกับการทดสอบก่อนการสอนที่ส่ง ผลต่อผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความ

2. ผลสัมฤทธิ์จำแนกเป็นรายจังหวัด

2.1 การทดสอบก่อนการสอน ไม่ทำให้ผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความแตก ต่างกันทุกจังหวัด

2.2 การสอนภาษาไทยโดยใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความกับการสอนโดย ใช้คู่มือการสอนภาษาไทยของกรมวิชาการ ทำให้ผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจ ความแตกต่างกันใน 2 จังหวัด คือ จังหวัดลพบุรี และจังหวัดสระบุรี กล่าว คือ การสอนโดยใช้แบบฝึกการอ่านจังใจความมีผลสัมฤทธิ์ของการอ่าน จับใจความสูงกว่าการสอนโดยใช้คู่มือการสอนภาษาไทยของกรมวิชาการ ส่วนอีก 5 จังหวัด คือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี อุทัยธานี และ ชัยนาท การทดสอบภาษาไทยทั้งสองวิธีไม่ทำให้ผลสัมฤทธิ์การอ่าน จับใจความแตกต่างกัน

2.3 มีผลร่วมกันระหว่างวิธีการสอนกับการสอบก่อนการสอนใน 2 จังหวัด คือ จังหัดพระนครศรีอยุธยา กับอุทัยธานี ส่วนอีก 5 จังหวัดไม่มีผลร่วมกัน

ความคิดเห็นของครูผู้สอน

1. ความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้คู่มือครูและการใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความ

1.1 ครูผู้สอนเห็นว่า คู่มือครูจัดทำได้เหมาะสมกับการนำไปใช้อยู่ในเกณฑ์ ดีมากทุกด้าน เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยดังนี้ สำนวนภาษา ความราบรื่น ของการดำเนินกิจกรรม คำแนะนำการใช้ได้ผลตามจุดมุ่งหมายในการสอน วิธีการสอนคำใหม่ ความสอดคล้องของกิจกรรม เวลาที่ใช้สอนตามคู่มือครู การจัดลำดับเนื้อหากิจกรรม และการนำเข้าสู่บทเรียน

1.2 ครูมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความอยู่ใน ระดับดีและดีมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยดังนี้ ด้านความสนใจของ นักเรียน ข้อปฏิบัติในการใช้แนวการสอนเพื่อให้เกิดทักษะ สำนวนภาษา ข้อปฏิบัติในการฝึก ภาษาที่ใช้ในคำถาม ความยากง่ายของคำถาม ความเข้า ใจของนักเรียน และเวลาที่ใช้

2. ผลของการใช้คู่มือและแบบฝึกการอ่านจับใจความ

2.1 จุดเด่นของคู่มือครู คือ กิจกรรมที่ระบุไว้มีรายละเอียดชัดเจน ทำให้ สะดวกในการเตรียมการสอน สามารถจัดกิจกรรมได้ตรงตามเนื้อหา และต่อ เนื่อง

2.2 จุดด้อยของคู่มือครู คือ กิจกรรมที่จัดไว้ดีมาก แต่มีมากไป จึงไม่เหมาะ สมกับเวลา

2.3 จุดเด่นของแบบฝึกการอ่านจับใจความ คือ อ่านเข้าใจง่ายเหมาะสมกับ วัยของผู้เรียน ทำให้ผู้เรียน เรียนได้สนุกสนาน อยากติดตามเรื่องต่อไป และ สามารถเรียนได้ด้วยตนเอง

2.4 จุดด้อยของแบบฝึกการอ่านจับใจความ คือ เนื้อหาบางเรื่องยาวเกินไป คำถามบางเรื่องเน้นความจำ

3. ผลที่เกิดขึ้นกับนักเรียน ทำให้นักเรียนมีนิสัยรักการอ่านมากขึ้น สนใจร่วม กิจกรรมมากขึ้น กระตือรือร้นที่จะตอบคำถามและร่วมอภิปราย รู้จัก แสดงออกและให้ความคิดเห็น

4. ผลที่เกิดกับตัวครู คือ สะดวกในการเตรียมการสอนและการสอน สามารถ เสนอให้ตรงตามเนื้อหา เกิดทักษะในการสอน และกระตือรือร้นที่จะหา เรื่องราวอื่น ๆ มาให้นักเรียนอ่าน

5. ผลที่เกิดขึ้นกับบุคคลอื่น ๆ คือ ครูผู้สอนอื่น ๆ และผู้บริหารให้ความ สนใจและชื่นชมให้การสนับสนุนในการจัดกิจกรรม และต้องการให้ขยาย ผลไปให้ถึงทุกชั้นเรียน

ความคิดเห็นของนักเรียนเกี่ยวกับการใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความ

1. ความรู้สึกต่อวิธีการเรียน พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีความรู้สึกอยาก ติดตามเรื่องที่อ่านมากขึ้น รองลงมาคือ อยากให้ถึงชั่วโมงภาษาไทยเร็ว ๆ อยากให้เพื่อน ๆ ห้องอื่นได้เรียนอย่างนี้บ้าง และมีจำนวนน้อยที่เบื่อที่จะ อ่านเรื่อง และทำแบบฝึกหัดทุกครั้งที่เรียน

2. ความคิดเห็นเกี่ยวกับผลที่เกิดขึ้นจากการเรียน พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มี ความคิดว่า การเรียนโดยใช้แบบฝึกการอ่านช่วยให้มีความเข้าใจมากขึ้น และรองลงมาคือ จับใจความของเรื่องได้ดีขึ้น ทำให้ตั้งใจเรียนมากขึ้น และ มีจำนวนน้อยที่เห็นว่า การเรียนโดยใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความทำให้เสีย เวลาในการอ่านมาก

3. ความพึงพอใจในเรื่องที่อ่าน พบว่า นักเรียนพอใจในเรื่องที่อ่าน 5 อันดับ แรก เรียงตามลำดับจากพึงพอใจมากไปหาน้อยคือ จ้อยในเมืองจิ๋ว โทน น้ำ พิษ ลุงชม และลิงยักษ์ตามลำดับ

เหตุผลในการพึงพอใจในแต่ละเรื่องมีดังต่อไปนี้

เรื่องจ้อยในเมืองจิ๋ว เป็นเรื่องที่มีความสนุกสนานเพลิดเพลิน มีคติสอนใจ ซื่อสัตย์ ทำให้รู้สึกเกรงกลัวต่อบาป เป็นตัวอย่างที่ดี

เรื่องโทน เป็นเรื่องที่ตัวละครมีความน่ารัก ไม่เกเร เป็นหมาที่ดี

เรื่องน้ำพิษ เป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดความรักในสิ่งแวดล้อม และแสดงให้เห็น โทษของการปฏิบัติไม่ถูกต้อง

เรื่องลุงชม เป็นเรื่องที่ให้ความสนุกสนาน มีสาระน่ารู้ และเป็นตัวอย่างการมี นิสัยที่ดี

4. สิ่งที่นักเรียนพึงพอใจในการเรียนด้วยแบบฝึกการอ่านจับใจความ เรียง ตามลำดับจากพึงพอใจมากไปหาน้อย คือ ได้เรียนด้วยตนเองและมั่นใจใน การเรียนมากขึ้น ได้คติสอนใจ คำถามท้ายบททำให้เข้าใจเรื่องดีขึ้น เนื้อเรื่อง ที่อ่านเข้าใจง่าย สนุก เป็นวิธีการเรียนที่แปลกใหม่และน่าสนใจดี และการ ทำแบบฝึกหัดทุกครั้ง ช่วยให้เข้าใจดีขึ้น

ข้อเสนอแนะ

1. สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดแต่ละจังหวัด ควรจัดพิมพ์เครื่องมือ ในการวิจัยครั้งนี้เผยแพร่ให้กับครูผู้สอน เพื่อใช้สอนภาษาไทยบทที่ 4, 5, และ 6 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และใช้เป็นแนวทางในการสร้างแบบฝึกการ อ่านจับใจความการสอนภาษาไทยในบทต่อไป และชั้นอื่น ๆ ได้อีกด้วย

2. ควรส่งเสริมให้ศูนย์วิชาการกลุ่มโรงเรียน จัดทำแบบฝึกการอ่านจับใจ ความเผยแพร่ในระดับกลุ่มโรงเรียน เพื่อการขยายผลได้อย่างกว้างขวางยิ่ง ขึ้น

3. ควรสร้างแบบฝึกการอ่านจับใจความลักษณะอื่น ๆ อีก โดยเนื้อเรื่องที่ สร้างขึ้น ควรเป็นเรื่องที่สนุกสนาน มีคติสอนใจ ความซื่อสัตย์ และส่งเสริม ด้านคุณธรรมและ สิ่งแวดล้อม

4. ครูควรนำข้อพึงปฏิบัติในขณะอ่านไปใช้ทุกครั้งที่มีการสอนอ่าน และ ทุกระดับชั้นเพื่อสร้างลักษณะที่ดีในการอ่าน

5. ควรศึกษาค้นคว้าองค์ประกอบที่สำคัญที่มีอิทธิพลต่อการอ่านจับใจความ

เพื่อให้ได้สาเหตุของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ และหาทางแก้ไขต่อไป