การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มทักษะคณิตศาสตร์วิชา
บทประยุกต์ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4 ที่สอนโดยใช้บทเรียนโปรแกรมกับ
การสอนตามปกติ

ผู้ทำการวิจัย

นางสิริรัตน์ ชมพันธ์ 
ตำแหน่ง ศึกษานิเทศก์ 7
สถานที่ทำงาน สำนักงานการประถมศึกษาปราจีนบุรี  ช่วยราชการสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดระยอง 

ทำการวิจัยเมื่อ

ตุลาคม 2532 - มีนาคม 2533 เป็นผลงานวิจัยของสำนักงาน การประถมศึกษาจังหวัดระยอง

ความเป็นมาของการวิจัย

คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่สร้างสรรค์มนุษย์เกี่ยวกับความคิด มีกระบวนการฝึกคิดอย่างมี ระบบ เป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้มนุษย์คิดอย่างมีเหตุผล และ สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม ตลอดจนเป็นเครื่องมือ นำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เศรษฐกิจและสังคม ความเจริญก้าวหน้าในวิทยาการทุกแขนง ต้องอาศัยหลักการทางคณิตศาสตร์เป็น พื้นฐาน จนเป็นที่ยอมรับว่าคณิตศาสตร์เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาคุณภาพ มนุษย์ ซึ่งสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของหลักสูตระดับประถมศึกษาที่มุ่งพัฒนาผู้เรียน ทุกด้าน ทั้งด้านสติ ปัญญา อารมณ์ สังคมและร่างกาย เพื่อให้คิดเป็น ทำเป็น และ แก้ปัญหาเป็น เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

การเรียนการสอนคณิตศาสตร์ในระดับประถมศึกษาส่วนมากเน้นด้านการคิด คำนวณหาคำตอบมากกว่าฝึกหัดให้รู้จักคิดและเข้าใจด้วยตนเอง ทำให้เด็กขาด ความสามารถในการแก้ปัญหา จึงควรปรับปรุงการเรียนการสอนการทำโจทย์ ปัญหา ซึ่งจะช่วยให้เด็กรู้จักคิดหาเหตุผลและวิธีการต่าง ๆ ด้วยตนเอง ปัญหา และอุปสรรคที่ทำให้นักเรียนขาดความสามารถในการแก้ปัญหานั้นมาจากผู้สอน และผู้เรียน ปัญหาจากผู้สอนคือ ผู้สอนส่วนใหญ่ฝึกให้นักเรียนเรียนแบบท่องจำ ให้จำลักษณะโจทย์ว่าใช้วิธีการบวกหรือลบ ซึ่งหัวใจสำคัญของการทำโจทย์ ปัญหาอยู่ที่ การคิดหาวิธีการมาแก้โจทย์ปัญหา ไม่ใช่คิดคำนวณหาคำตอบเพียง อย่างเดียว ส่วนปัญหาจากนักเรียนนั้นผู้เรียนขาดประสบการณ์ ขาดความคิด รวบยอด บกพร่องทางภาษาไทยในการอ่านและขาดกระบวนการและวิธีคิด ขาด ความสัมพันธ์เชิงปริมาณ ความเข้าใจศัพท์ทางคณิตศาสตร์ ขาดการฝึกฝน ขาด ความสนใจในการทำโจทย์ปัญหา ซึ่งมีความยาก ตลอดจนระดับสติปัญญาของเด็กด้วย

สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ สถาบันส่งเสริมการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ทำการวิจัยทางคณิตศาสตร์ได้สรุปผลการวิจัย ตอนหนึ่งว่า โจทย์ปัญหาเป็นปัญหาที่นักเรียนส่วนใหญ่ผ่านจุดประสงค์ได้และ ไม่ถึงครึ่ง นอกจากนี้สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ได้ ประเมินคุณภาพนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ระดับประเทศตั้งแต่ปี 2527 -2531 ซึ่งปรากฎว่าคณิตศาสตร์มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 33.11, 36.52, 47.81, 46.16 และ 44.80 ซึ่งเมื่อเทียบกับกลุ่มประสบการณ์อื่น ๆ แล้วคณิตศาสตร์มีคะแนนเฉลี่ยต่ำ กว่ากลุ่มประสบการณ์อื่น ๆ ซึ่งเมื่อพิจารณาสมรรถภาพที่ทำการประเมิน 5 สมรรถภาพ คือ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ ทักษะการคิดคำนวณ ทักษะการแก้โจทย์ปัญหานี้ ผลการประเมินต่ำกว่าสมรรถภาพด้านอื่น ๆ ทั้ง 5 ด้าน และผลการประเมินคุณภาพระดับจังหวัดด้านการแก้โจทย์ปัญหานี้ก็สอด คล้องกับผลการประเมินคุณภาพระดับประเทศ

ปัจจุบันนักการศึกษาหลายท่าน ได้พยายามค้นคว้าวิธีการที่จะช่วยให้ผู้เรียนได้ บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในหลักสูตร ซึ่งบทเรียนโปรแกรมเป็น นวกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษาประการหนึ่งที่สามารถช่วยให้นักเรียนเกิด การเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นสื่อการเรียนการสอนที่ช่วยเร้าและยั่วยุให้ผู้เรียนสนใจที่ จะเรียนและยังช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้โดยง่าย และถูกต้องตาม จุดมุ่งหมาย ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาทั้งผู้เรียนและผู้สอน ซึ่งทำให้มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนคณิตศาสตร์สูงขึ้น และนักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อบทเรียนโปรแกรม และมีความสนใจอยากเรียนจากบทเรียนโปรแกรม ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้คณิตศาสตร์และบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในบทประยุกต์ ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 อันเป็นความรู้พื้นฐานเบื้องต้นในการเรียนคณิตศาสตร์ระดับ สูงต่อไปและสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากการศึกษาค้นคว้าของริกส์ (RIGG.1967 : 2748 - A) ได้ทดลองสร้างบทเรียน โปรแกรมแบบเส้นตรงเรื่องกราฟ สำหรับนักเรียนเกรด 5 และทำการทดลองดังนี้ กลุ่มที่ 1 สอนโดยใช้บทเรียนโปรแกรมและไม่ได้รับการสอนจากครู และกลุ่มที่ 2 สอนโดยใช้ครูอย่างเดียวแต่ไม่ใช้บทเรียนโปรแกรม ผลปรากฏว่ากลุ่มที่สอนโดย ใช้บทเรียนโปรแกรมทั้ง 2 กลุ่มมีผลดีต่อการพัฒนาทักษะในการเรียนเรื่องกราฟ สูงกว่ากลุ่มที่สอนโดยครูอย่างเดียว

สำหรับในประเทศไทยนั้น การศึกษาค้นคว้าการสอนโดยใช้บทเรียนโปรแกรม และได้รับการสอนเพิ่มเติมจากครู หรือสอนโดยครูแล้วใช้บทเรียนโปรแกรม ประกอบการสอนเท่าที่ศึกษาค้นคว้ามายังไม่พบมีแต่การสร้างบทเรียนโปรแกรม และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนโปรแกรมกับการสอน ตามปกติ ผู้วิจัยจึงใคร่จะศึกษาค้นคว้าการสอนเรื่อง บทประยุกต์ ชั้นประถม ศึกษาปีที่ 4 สอนโดยใช้บทเรียนโปรแกรมประกอบการสอนของครู และการให้ นักเรียนเรียนบทเรียนโปรแกรมด้วยตนเอง เปรียบเทียบกับการสอนของสถาบัน ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ซึ่งเป็นวิธีสอนที่เป็น มาตรฐานของประเทศและถือว่าเป็นการสอนแบบปกติ

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มทักษะคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่องบทประยุกต์

1. ระหว่างการสอนโดยใช้บทเรียนโปรแกรมประกอบการสอนของครูเป็นแบบ ฝึกหัดกับการสอนที่ครูเคยสอนอยู่ตามปกติ

2. ระหว่างการสอนโดยใช้บทเรียนโปรแกรมประกอบการสอนของครูเป็นแบบ ฝึกหัดกับการสอนโดยนักเรียนเรียนด้วยตนเองจากบทเรียนโปรแกรม

3. ระหว่างการสอนโดยนักเรียนเรียนด้วยตนเองจากบทเรียนโปรแกรมกับการ สอนที่ครูเคยสอนอยู่ตามปกติ

วิธีดำเนินการวิจัย

กลุ่มตัวอย่าง

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองกับกลุ่มตัวอย่างจากนักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2532 สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดระยอง จำนวน 15 ห้องเรียน นักเรียน 350 คน จาก 15 โรงเรียน ซึ่งได้มาจากการสุ่ม ตัวอย่างง่าย และแยกตามกลุ่มการสอนออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

กลุ่มที่ 1 จำนวน 5 ห้องเรียน จาก 5 โรงเรียน นักเรียน 108 คน ได้รับการสอนตาม ที่ครูเคยดำเนินการสอนอยู่ตามปกติ

กลุ่มที่ 2 จำนวน 5 ห้องเรียน จาก 5 โรงเรียน นักเรียน 121 คน ได้รับการสอนโดย ใช้แผนการสอนย่อยที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ตามคู่มือครูคณิตศาสตร์ กลุ่มทักษะ คณิตศาสตร์เรื่องบทประยุกต์ สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ของสถาบันส่งเสริม การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการศึกษา ของกรมวิชาการ กระทรวง ศึกษาธิการ และใช้บทเรียนโปรแกรมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นประกอบเป็นแบบฝึกหัด

กลุ่มที่ 3 จำนวน 5 ห้องเรียน จาก 5 โรงเรียน นักเรียน 121 คน ได้รับการสอนโดย ใช้บทเรียนโปรแกรมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นศึกษาด้วยตนเอง

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

1. แผนการสอนย่อยสำหรับนักเรียนกลุ่มที่ 2

2. บทเรียนโปรแกรมสำหรับนักเรียนกลุ่มที่ 2 และ 3

3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เพื่อใช้ในการทดสอบก่อนและหลัง ตลอดจนนักเรียนทั้ง 3 กลุ่ม

วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล

1. วิเคราะห์หาค่าความยากง่าย และอำนาจจำแนกรายข้อของแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้เทคนิค 27 เปอร์เซ็นต์ ของ Chung Teh Fan และหา ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ จาก สูตร KR-21

2. วิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนทั้ง 3 กลุ่ม ด้วยสถิติวิเคราะห์ ความแปรปรวนร่วม (Analysis of Covariance) โดยใช้คะแนนก่อนสอนเป็นตัว แปรร่วม

3. จากข้อ 2 เมื่อพบว่ามีความแตกต่างกันจึงหาความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ย เป็นรายคู่โดยใช้วิธีของเซฟเฟ่ (Scheffe)

สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ

สรุปผลการวิจัย

จากการวิเคราะห์ข้อมูลหลังการสอน พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องบท ประยุกต์ โดยส่วนรวมนักเรียนที่ได้รับการสอนต่างกัน มีความแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

เมื่อนำมาเปรียบเทียบเป็นรายคู่พบว่า

1. นักเรียนกลุ่มที่ 2 ที่ได้รับการสอนโดยครูใช้แผนการสอนย่อยและบทเรียน โปรแกรมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นประกอบเป็นแบบฝึกหัด มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง “บทประยุกต์” โดยส่วนรวมสูงกว่ากลุ่มที่ 1 ที่ทำการสอนตามปกติและ นักเรียนกลุ่มที่ 3 ที่ใช้บทเรียนโปรแกรมให้นักเรียนเรียนด้วยตนเองอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

2. นักเรียนกลุ่มที่ 3 ที่ได้เรียนโดยใช้บทเรียนโปรแกรมเรียนด้วยตนเอง มีผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่า กลุ่มที่ 1 ที่ได้รับการสอนตามปกติอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05

ข้อเสนอแนะ

1. การนำบทเรียนโปรแกรมเรื่องนี้ไปใช้ควรใช้ประกอบกับแผนการสอนย่อยที่ผู้ วิจัยสร้างด้วยจะทำให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

2. ควรใช้บทเรียนนี้ไปเป็นแบบฝึกหัดทักษะให้นักเรียนเรียนแทนแบบฝึกหัดใน บทเรียน

3. ควรให้นักเรียนเรียนครั้งละ 1 ตอน

4. ก่อนที่จะให้นักเรียนเรียนบทเรียนเรื่องนี้ ควรให้นักเรียนมีความรู้ พื้นฐานตาม ที่กำหนดไว้ในบทเรียน

5. ควรมีการสร้างบทเรียนโปรแกรมคณิตศาสตร์ในเรื่องอื่น ๆ ของชั้นประถม ศึกษาปีที่ 4 หรือชั้นเรียนอื่น ๆ อีก