การศึกษาการส่งเสริมของบิดามารดา ด้านการออกกำลังกายของเด็กก่อนวัยเรียน 
โรงเรียนอนุบาล จังหวัดเชียงใหม่

ผู้ทำการวิจัย

ว่าที่ร้อยตรี กิติพงษ์ ขัติยะ 
ตำแหน่ง นักแนะแนวการศึกษาและอาชีพ 4 กองกิจการนักศึกษ
สถานที่ทำงาน สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ อ.สันทราย   จ.เชียงใหม่ 

ทำการวิจัยเมื่อ

สิงหาคม 2530 - สิงหาคม 2532 เป็นวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทเพื่อเสนอต่อ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ความเป็นมาของการวิจัย

ครอบครัวเป็นหน่วยสังคมพื้นฐานที่ทำหน้าที่วางพื้นฐานชีวิตให้แก่บุคคลในครอบ ครัว ซึ่งจะส่งผลไปยังสังคมและประเทศชาติ ดังนั้นครอบครัวจึงเป็นตัวแทนที่ สำคัญในการอบรมสั่งสอนบุตร นับตั้งแต่วัยแรกเริ่มของาชีวิตจวบจนเข้าวัยเด็กและ วัยรุ่น บิดามารดาควรอยู่ในฐานะเป็นผู้แนะแนวทางชีวิตให้แก่บุตรไม่ใช่ผู้บงการ ชีวิต ในเรื่องของการให้บุตรได้รับการศึกษาเช่นกัน บิดามารดาย่อมปราถนาที่จะให้ บุตรของตนประสบความก้าวหน้าในชีวิตอนาคต แต่อย่างไรก็ตามวิธีการของบิดา มารดาแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน

ประเทศญี่ปุ่นที่พัฒนาแล้วปัจจุบันได้ประสบปัญหาเกี่ยวกับการศึกษา ได้แก่ ปัญหา ค่านิยมทางการศึกษาในระดับสูง เพราะเชื่อว่าคนที่จบการศึกษาในระดับสูงมักจะ ได้ทำงานอยู่ในตำแหน่งที่ดี ดังนั้นบิดามารดาจะเป็นผู้กำหนดแนวทางชีวิตให้แก่ บุตรตั้งแต่เล็กจนถึงวัยเรียน โดยก่อนเข้าโรงเรียนระดับประถมศึกษาจะมีการเตรียม ตัวให้เข้าโรงเรียนกวดวิชา บิดามารดาต้องการให้บุตรเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่ดี และมีชื่อเสียง จึงเกิดปัญหาการแข่งขันเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยกันอย่างรุนแรง ดังนั้น เด็กนักเรียนในปัจจุบันต้องเรียนหนักและเข้าโรงเรียนกวดวิชา ภาพที่ว่าเมื่อเด็กนัก เรียนเลิกเรียนแล้วไปเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายไม่ค่อยจะมีให้เห็นแล้ว ซึ่งเป็น ปัญหาของการสร้างเยาวชนในอนาคต และกำลังหาวิธีการแก้ไขปัญหานี้อยู่ ประเทศไทยซึ่งกำลังก้าวไปสู่การพัฒนา ในปัจจุบันได้ประสบปัญหาการศึกษาเช่น ดังกล่าว เด็กจึงขาดโอกาสที่จะพัฒนาทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติ ปัญญาอย่างเสรีอันเป็นปัญหาการสร้างเยาวชนในอนาคตเช่นกันการออกกำลังกาย เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเด็กทุกคน เด็กต้องการออกกำลังกายเพื่อ พัฒนาทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา โดยเฉพาะเด็กก่อนวัย เรียน เด็กต้องการออกกำลังกายเช่นเดียวกับความต้องการอาหารเพื่อการเจริญเติบโต และการมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง โทษของการขาดการออกกำลังกายจะทำให้เกิด ผลเสียต่อเด็กมากมาย เช่น ทางด้านสุขภาพทั่วไปจะทำให้อ่อนแอและมีความต้าน ทานโรคต่ำ
ในการเลี้ยงดูบุตรปัจจุบันบิดามารดามีบทบาทอย่างยิ่งต่อการกำหนดแนวทางชีวิต ให้แก่บุตร บุตรจะมีแนวโน้มไปในทางที่ดีหรือเสื่อมมักขึ้นอยู่กับบิดามารดา ใน เรื่องของการออกกำลังกาย เช่นกัน ถ้าบิดามารดาเห็นความสำคัญของการออกกำลัง- กาย ที่มีประโยชน์ต่อบุตรของตนแล้ว ก็ย่อมที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้บุตรของ ตนได้ออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ และหันมาออกกำลังกายร่วมกับบุตรเพื่อจะได้ กระชับความสัมพันธ์และเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นการสร้างทัศนคติที่ดีให้บุตรรักและ ชอบออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาจวบจนได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ เป็นผลให้มีสุขภาพ สมบูรณ์แข็งแรง มีสมรรถภาพทางกายดี มีประสิทธิภาพในการทำงานสูง ประเทศ ชาติก็ย่อมจะเจริญเพราะมีทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ

จังหวัดเชียงใหม่แม้ว่าโดยส่วนรวมจะมีความเจริญก้าวหน้าทางด้านต่าง ๆ แต่ทาง ด้านการศึกษาแล้วยังมีปัญหาอยู่มาก เช่น ปัญหาค่านิยมของบิดามารดาและสังคมที่ ยกย่องคนเก่ง เน้นการแข่งขันด้านการเรียนมากเกินไป และครูผู้สอนเด็กให้รู้ในสิ่งที่ ยาก ซึ่งอาจจะขาดการส่งเสริมให้เด็กได้รับการออกกำลังกายเท่าที่ควร เป็นการขัด ต่อธรรมชาติของเด็กในวัยนี้ที่ต้องการเคลื่อนไหวหรือออกกำลังกาย

จากปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้วิจัยซึ่งมีภูมิลำเนาและรับราชการอยู่ในจังหวัด เชียงใหม่ เห็นความสำคัญของการออกกำลังกายในเด็กก่อนวัยเรียน สนใจใคร่ศึกษา ถึงการส่งเสริมของบิดามารดาด้านการออกกำลังกายของเด็กก่อนวัยเรียน โรงเรียน อนุบาลจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเป็นประโยชน์ในการจัดการเรียนการสอน และเป็นแนวทางของโรงเรียน หน่วยงานของรัฐและเอกชนที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องใน การส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้ทางด้านการออกกำลังกายให้แก่บิดามารดาได้เห็น ความสำคัญของการออกกำลังกายในเด็กก่อนวัยเรียน และส่งเสริมให้เด็กก่อนวัย เรียนได้ออกกำลังกายเป็นประจำอย่างถูกต้องวิธี

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

เพื่อศึกษาถึงการส่งเสริมของบิดามารดาด้านการออกกำลังกายของเด็กก่อนวัยเรียน โรงเรียนอนุบาล จังหวัดเชียงใหม่

วิธีดำเนินการวิจัย

กลุ่มตัวอย่าง

ก. ผู้วิจัยหาขนาดตัวอย่างประชากร โดยใช้ตารางการสุ่มตัวอย่างของ ทาโร ยามาเน กำหนดให้มีระดับนัยสำคัญเท่ากับ .05 ได้ขนาดตัวอย่างประชากรจำนวน 370 คน จากประชากรจำนวนประมาณ 4,947 คน

ข. ผู้วิจัยสุ่มตัวอย่างประชากรตามสัดส่วนของจำนวนนักเรียนทั้ง 22 โรงเรียน โดยคิดเป็นร้อยละ

ค. ผู้วิจัยสุ่มตัวอย่างประชากรในชั้นต่าง ๆ โดยใช้ตารางเลขสุ่ม

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นโดยแบ่งออกเป็น 4 ตอน ได้แก่ ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับผู้ตอบแบบสอบถาม เกี่ยวกับการส่งเสริมการออกกำลังกาย เกี่ยวกับปัญหาและ อุปสรรคที่บิดามารดาประสบในการส่งเสริมการออกกำลังกาย และเกี่ยวกับความคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่น ๆ ของบิดามารดาในการส่งเสริมให้เด็กก่อนวัยเรียนได้ ออกกำลังกาย ผู้วิจัยหาความเที่ยงตรงของเนื้อหาของเครื่องมือโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ตรวจสอบแก้ไขแล้วนำไปปรับปรุง นำแบบทดสอบไปทดลองใช้เพื่อหาความเชื่อ มั่นของแบบสอบถามโดยใช้วิธีสัมประสิทธิ์แอลฟา ได้ค่าเท่ากับ 0.90

วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล

แบบสอบถามที่ส่งถึงบิดามารดาเด็กก่อนวัยเรียนจำนวน 370 ชุด ได้รับคืนมาจำนวน 370 ชุด คิดเป็นร้อยละร้อย ผู้วิจัยได้นำแบบสอบถามมาวิเคราะห์โดยหาค่าร้อยละค่า เฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แล้วนำเสนอในรูปตารางประกอบความเรียง

สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ

สรุปผลการวิจัย

ผลการวิจัยพบว่า บิดามารดาส่งเสริมการออกกำลังกายของเด็กก่อนวัยเรียนโดย เฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ให้บุตรได้ออกกำลังกายครั้งละประมาณ 10 ถึง 20 นาที หรือ 20 ถึง 30 นาที ในช่วงเวลาเย็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันเสาร์และวันอาทิตย์ สถานที่ออกกำลังกาย ได้แก่ ภายในบริเวณบ้าน สนามเด็กเล่นของโรงเรียน สนาม กลางแจ้ง สนามของสถานศึกษา และสระว่ายน้ำของส่วนราชการหรือเอกชน กิจกรรมการออกกำลังกาย ได้แก่ การขี่จักรยานสองล้อหรือจักรยานสามล้อ การเดิน การเล่นเครื่องเล่นสนาม การวิ่งเหยาะ การเล่นกับลูกบอล การกระโดดในรูปแบบ ต่าง ๆ การบริหารร่างกาย และการว่ายน้ำเบื้องต้น

บิดามารดาประสบปัญหาในการส่งเสริมการออกกำลังกายโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ได้แก่ บุตรติดรายการโทรทัศน์ บิดามารดามีภารกิจภายในครอบครัวมาก สถานที่ ออกกำลังกายสำหรับเด็กมีไม่เพียงพอ อยู่ไกลไปมาไม่สะดวก คับแคบ มีผู้เข้าร่วม กิจกรรมมากเกินไป สถานที่ออกกำลังกายของเอกชนเก็บค่าบริการแพงเกินไป อุปกรณ์ในการออกกำลังกายส่วนตัวมีราคาแพง อุปกรณ์หรือเครื่องเล่นสนาม สำหรับเด็กมีไม่เพียงพอ ไม่เหมาะสมกับวัย และไม่ปลอดภัยขาดการซ่อมแซม

ข้อเสนอแนะ

1. บิดามารดาควรได้ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องเกี่ยวกับการส่งเสริมให้บุตร ได้ออกกำลังกาย และมีเวลาได้ออกกำลังกายร่วมกับบุตรในวันหยุดงาน อันเป็นการ สร้างความสัมพันธ์เป็นแบบอย่างที่ดีและเป็นการสร้างทัศนคติที่ดีให้กับบุตรได้รัก และชอบออกกำลังกายเป็นประจำจวบจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ มีสุขภาพสมบูรณ์แข็ง แรง เป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพของประเทศชาติ

2. จากการที่บิดามารดามีความต้องการที่จะส่งเสริมให้บุตรของตนได้ออกกำลังกาย แต่บิดามารดาไม่ค่อยมีเวลา ดังนั้นทางโรงเรียนอนุบาลควรได้สนองความต้องการ ของบิดามารดา โดยจัดให้มีกิจกรรมการออกกำลังกายให้แก่เด็กเป็นประจำ ทั้งใน เวลาเรียนและนอกเวลาเรียน โดยเฉพาะในช่วงเวลาเย็นหลังจากเลิกเรียน การจัด กิจกรรมการออกกำลังกายให้แก่เด็กนอกจากจะเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ แล้ว ยังเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระให้กับบิดามารดาอีกด้วย

3. โรงเรียนอนุบาลหรือสถานที่ต่าง ๆ ที่มีสนามเด็กเล่น ควรจัดให้มีอุปกรณ์หรือ เครื่องเล่นสนามสำหรับเด็กอย่างเพียงพอและเหมาะสมกับวัย มีการตรวจตราซ่อม แซมอุปกรณ์ที่ชำรุดทรุดโทรมอยู่เสมอทางโรงเรียนควรจัดครูคอยแนะนำวิธีการ เล่นและดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด

4. หน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการส่งเสริมการออกกำลังกาย ควร จัดให้มีการประชาสัมพันธ์และสาธิตวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับเด็ก ก่อนวัยเรียน และเนื่องจากเด็กวัยนี้ชอบดูรายการโทรทัศน์มาก จึงควรใช้สื่อทาง โทรทัศน์เพื่อจูงใจให้เด็กได้หันมาออกกำลังกายกันมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการปลูกฝัง ทัศนคติที่ดีต่อการออกกำลังกายของเด็กอีกด้วย

5. หน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการออกกำลัง กาย ในจังหวัดเชียงใหม่ ควรจัดให้มี

5.1 สนามเด็กเล่นอย่างเพียงพอ และให้ทั่วถึงทุกชุมชนหรือหมู่บ้าน

5..2 การประชาสัมพันธ์และให้การอบรมในเรื่องความรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกาย และกิจกรรมต่าง ๆ ที่เหมาะสมสำหรับเด็กก่อนวัยเรียน แก่บิดามารดา ครูอนุบาล และผู้ที่สนใจทั่วไป

6. รัฐควรหาวิธีการที่ทำให้อุปกรณ์ในการออกกำลังกายส่วนตัวสำหรับเด็กมีราคา ถูกมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน