S330  [3602023] 

การพัฒนาเจตคติทางวิทยาศาสตร์ เจตคติต่อวิทยาศาสตร์ และทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ด้วยของเล่น และเกมทางวิทยาศาสตร์

ผู้ทำวิจัย  นางพรเพ็ญ หลักคำ 
ตำแหน่ง อาจารย์ 2 ระดับ 6
สถานที่ทำงาน ร.ร.วิมุตยารามพิทยากร ถ.จรัญสนิทวงศ์   บางพลัด กทม. 10700 

ระยะเวลาในการวิจัย

กันยายน 2534 - มกราคม 2535

ประเภทของงานวิจัย

วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ความเป็นมา

การเปลี่ยนแปลงทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วทำให้เกิดผล กระทบต่อ ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ประชาชนจะต้องมีการปรับตัวเข้ากับสภาพต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่าง เหมาะสม การกำหนดแผนการศึกษาได้เน้นการมีทักษะพื้น ฐานและทักษะเฉพาะที่จำเป็นสำหรับการ ประกอบอาชีพ เนื้อหาความรู้ต่าง ๆ มี จำนวนมากมายและปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะนำมาบอกเล่าในชั้นเรียนได้ หมด ดังนั้น การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันจึงให้ความสำคัญ ในเรื่องการ สร้างเสริมให้นักเรียนเกิดเจตคติเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเน้นทักษะกระบวนการใน การแสวงหาความรู้ด้วยตนเองมากกว่าอดีต ทำให้นักเรียนเกิดความรู้สึกอยากจะศึกษา วิทยาศาสตร์ เนื่องจากนักเรียนเกิดความรู้สึกที่ดีเพราะจากความเชื่อที่ว่า ใคร ๆ ก็ สามารถทำสิ่งใดได้ดี หาก มีใจรัก การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ก็เช่นเดียวกัน หาก ส่งเสริมให้นักเรียนมีความสนใจสนุกสนานกับการเรียนแล้วก็จะทำให้นักเรียน ประสบผลสำเร็จได้

ในการวางแผนการเรียนการสอนเพื่อให้ประสบผลสำเร็จได้นั้น ผู้สอนจะต้องมี การวางแผนการสอนล่วงหน้าโดยคำนึงถึงองค์ประกอบหลายประการ เช่น ธรรมชาติ ของเนื้อหา บรรยากาศของชั้นเรียน ความสนใจและความต้องการของนักเรียน รวมทั้ง ครูจะต้องนำเอาเทคนิควิธีการสอนหลายวิธีมาใช้ในบทเรียนหนึ่ง ๆ ให้เหมาะสม รูป แบบหนึ่งของการจัดการเรียนการสอน วิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ คือ การให้นักเรียนได้ สนุกกับของเล่นและเกม นักเรียนจะได้มีการพัฒนา ความคิดเป็นขั้นตอน ความใฝ่รู้ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเจตคติเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เพราะธรรมชาติ ของเด็กกับการเล่นไม่สามารถแยกจากกันได้ การใช้ของเล่นและเกมในการเรียนการ สอนจะเป็นสิ่งดึงดูดใจ ทำให้เด็กเกิดความรู้สึกอยากจะมาโรงเรียน ตามทฤษฎีการ เล่น ของเอลลิส สรุปได้ว่า คนเราจะเล่นเพื่อสร้างความพึงพอใจให้เกิดขึ้นกับตนเอง เนื่องจากความ พอใจที่ต้องการไม่เกิดขึ้นในขณะทำงาน การเล่นจึงเป็นการสร้างเป้า หมายใหม่ที่ผู้เล่นอาจจะประสบกับความสำเร็จแทนเป้าหมายเก่าที่ผิดหวังไปแล้ว นอกจากนี้ทฤษฎีการเล่นของเพียเจย์ (Piaget) ที่ว่าด้วยการพัฒนาการทางสติ ปัญญา ของเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งถึงวัยที่มีการพัฒนาการทางสติปัญญาโดย สมบูรณ์ได้อธิบายไว้ว่า การ เล่นทำให้เด็กเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มที่ ทั้งนี้เพราะการเล่นเป็นวิธีการหรือทางที่เด็กจะสร้างประสบการณ์ให้กับตนเองเพื่อ เรียนรู้และรับรู้สิ่งแวดล้อมหรือสิ่งซึ่งไม่มีใครสอนเขาได้ การเล่นเป็นวิธีการที่จะทำ ให้เด็กช่วยตนเองและสามารถปรับตัว เปลี่ยนแปลงความคิด ความเข้า ใจเกี่ยวกับสิ่งที่ อยู่รอบตัวให้ตรงกับความเป็นจริง ดังนั้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจในการดัดแปลงและ สร้างของเล่นและเกมทางวิทยาศาสตร์ขึ้น เพื่อใช้ในการพัฒนาเจตคติและทักษะ กระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียน การสอนโดยใช้เกมและของเล่นเป็น เทคนิควิธีสอนที่เด็กจะได้รับประสบการณ์ตรง เป็นการสอนจากรูปธรรมไปสู่ นามธรรมตลอดจนผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียน เป็นเทคนิควิธีที่นักการศึกษา ยอมรับว่าจะบังเกิดผลดีต่อผู้เรียนมากวิธีหนึ่ง

วัตถุประสงค์

ในการทำวิจัยครั้งนี้ผู้ทำการวิจัยมีจุดมุ่งหมายในการศึกษาผลของการใช้ของเล่น และเกม ทางวิทยาศาสตร์ที่มีต่อการพัฒนาเจตคติทางวิทยาศาสตร์ เจตคติต่อวิทยา ศาสตร์และทักษะกระบวน การทางวิทยาศาสตร์ ตลอดจนได้ของเล่นหรือเกมใหม่ ๆ เพื่อใช้ในการสอนเสริมในวิชาวิทยา-ศาสตร์เลือกเสรีว 011 นอกเหนือจากกิจกรรม ในหนังสือแบบเรียนของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

วิธีดำเนินการวิจัย

กลุ่มตัวอย่าง ในการวิจัยครั้งนี้ใช้กลุ่มประชากรจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน วิมุตยารามพิทยากร กรุงเทพมหานคร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2534 ใช้นัก เรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 ซึ่งเลือกเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เลือกเสรี ว 011 ได้จากการ สุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Simple Random Sampling) มา 2 ห้องเรียนจากจำนวน 6 ห้อง เพื่อให้กลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มควบคุมและอีก กลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มทดลอง

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

1. ของเล่นและเกมทางวิทยาศาสตร์พร้อมทั้งแบบบันทึกผลการเล่นและคำแนะ นำการสอน สำหรับครู ซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้น

2. แบบสอบถามที่ใช้วัดเจตคติทางวิทยาศาสตร์ของศักดา โกมลวานิช

3. แบบสอบถามที่ใช้วัดเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ของอรุณี สดากร

4. แบบทดสอบการใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของอดิสร สุมโนจิตราภรณ์

การเก็บรวบรวมข้อมูล

ในการเก็บรวบรวมข้อมูลผู้วิจัยดำเนินตามขั้นตอน ดังนี้

1. นำแบบสอบถามเพื่อวัดเจตคติและทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไป ทดสอบ Pre-test) กับนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมที่สุ่มไว้

2. ดำเนินการสอนกลุ่มทดลองด้วยของเล่นและเกมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 8 คาบ ๆ ละ 50 นาที ตามตารางเรียน โดยกลุ่มควบคุมเรียนตามปกติจากแบบเรียนของ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

3. หลังจากเรียนครบทุกกิจกรรมแล้ว นำแบบสอบวัดเจตคติและทักษะกระบวน การทาง วิทยาศาสตร์ฉบับเดิมไปทดสอบอีกครั้งหนึ่ง (Post-test) ทั้ง 2 กลุ่ม

การวิเคราะห์ข้อมูล

วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติ ดังนี้

1. วิเคราะห์ความเชื่อมั่นของแบบสอบวัดเจตคติทางวิทยาศาสตร์และเจตคติต่อ วิทยาศาสตร์โดยใช้วิธีการ Test-retest Method ในเวลาที่แตกต่างกัน 4 สัปดาห์ นำผล การทดสอบ ทั้งสองครั้ง มาหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์โดยวิธี Pearson Product Moment Correlation

2. วิเคราะห์หาค่าอำนาจจำแนก ความยากง่ายและความเที่ยงของแบบทดสอบการ ใช้ ทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ด้วยวิธี KR-20 โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS

3. วิเคราะห์ผลการสอบวัดเจตคติทางวิทยาศาสตร์ เจตคติต่อวิทยาศาสตร์และ ทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ดังนี้

3.1 หาค่าสถิติพื้นฐาน คือ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของคะแนนจาก การตอบแบบสอบถามก่อนและหลังการทดลอง

3.2 ทดสอบสมมติฐานโดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม (Analysis of Co-variance) โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS

สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ

ผลการวิจัย

การเปรียบเทียบเจตคติทางวิทยาศาสตร์

ผลการวิจัยปรากฏว่าด้านเจตคติทางวิทยาศาสตร์ทั้งสองกลุ่มมีค่าใกล้เคียงกัน โดยกลุ่มทด ลองมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าเล็กน้อย แต่เมื่อนำไปวิเคราะห์ค่าความแปรปรวน ร่วมปรากฏว่า ทั้งสองกลุ่ม มีเจตคติทางวิทยาศาสตร์ไม่แตกต่างจากก่อนเรียน แสดง ว่าของเล่นและเกมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นไม่ช่วยพัฒนาเจตคติทางวิทยาศาสตร์ของกลุ่ม ทดลอง

การเปรียบเทียบเจตคติต่อวิทยาศาสตร์

กลุ่มทดลองมีค่าสูงกว่ากลุ่มควบคุมและเมื่อนำไปวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม พบว่า มี ความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่า ของเล่นและ เกมที่ผู้วิจัยสร้างมี ผลในการพัฒนาทางด้านเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ของกลุ่มทดลอง การเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คะแนนเฉลี่ยทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ทั้งสองกลุ่มมีค่าใกล้เคียงกัน แต่ ไม่แตก ต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสติที่ระดับ .05 นั่นคือ ของเล่นและเกมที่ผู้วิจัยสร้าง ขึ้นไม่ช่วยพัฒนาทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของกลุ่มทดลองในต่างจากกลุ่ม ควบคุม

ข้อเสนอแนะ

ในการนำผลการวิจัยไปใช้ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะ ดังนี้

1. ก่อนให้นักเรียนเริ่มทำกิจกรรม ครูควรให้นักเรียนทำความเข้าใจ กติกาวิธีเล่น และ คำอธิบายในแบบบันทึกผลของแต่ละกิจกรรมก่อนแจกอุปกรณ์ของเล่น เพราะ ตามธรรมชาติของเด็ก ชอบเล่นมากกว่าการอ่านถ้าแจกพร้อม ๆ กัน เด็กก็จะเริ่มเล่น โดยไม่มีจุดมุ่งหมาย

2. ครูควรจัดเตรียมอุปกรณ์ประกอบการเล่นสำรองไว้อย่างน้อย 1 ชุด เพื่อ ป้องกัน อุปกรณ์บางชุดเกิดขัดข้อง

3. การใช้กิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เกมและของเล่นจะได้ผลดี เมื่อ จำนวนคน ต่อกลุ่มไม่ควรเกิน 3-5 คน

4. หลังการอภิปรายผลแต่ละกิจกรรมควรเปิดโอกาสให้นักเรียนถามข้อข้องใจ หรือครูจะ ต้องเป็นผู้ถามนำ เพื่อให้นักเรียนเกิดความคิดเกี่ยวกับความรู้หรือหลักการ ทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยว ข้องกับของเล่นหรือเกมนั้น ๆ