3611002 

การเปรียบเทียบคุณภาพของข้อสอบความถนัดทางการเรียนแบบ ปรนัย
ชนิดเลือกตอบ ซึ่งเป็นผลจากวิธีการตอบและการตรวจให้ คะแนนที่แตกต่างกัน
A Comparative Study of the Different Response Methods and Scoring Proceduers'Qualies for The Multiple-Choice Scholastic Aptitude Tests)

ชื่อผู้วิจัย  เยาวลักษณ์ น้อยนาแสง 
ตำแหน่ง อาจารย์ 1 ระดับ 4
สถานที่ทำงาน โรงเรียนจังหารฐิตวิทยาประชาสรรค์ กิ่ง   อ.จังหาร จ.ร้อยเอ็ด บ้านพักครูวิทยาลัยเทคนิคร้อยละเอ็ด   อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด
โทร (043) 514963 

ระยะเวลาในการวิจัย

สิงหาคม 2534 - พฤษภาคม 2535

ประเภทของงานวิจัย

วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิ โรฒ ประสานมิตร

ความเป็นมา

การวัดผลการศึกาษจะเป็นเครื่องมืออันหนึ่ง ที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพของการ ศึกษาในระดับการศึกษาต่าง ๆ เพราะผลการวัดจะเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจของครู และนักการศึกษา เพื่อใช้ในการปรับปรุงวิธีการสอน การแนะแนว การประเมินผล หลักสูตรแบบเรียน การใช้อุปกรณ์การสอน ตลอดจนการจัดระบบบริหารทั่วไปของ โรงเรียน และนอกจากนี้ยังช่วยปรับปรุงการเรียนของนักเรียนให้ถูกวิธียิ่งขึ้น การวัด ผลการศึกษาจะมีคุณค่า หรือสามารถวัดได้ตรงกับความเป็นจริงเพียงใดนั้น ย่อมขึ้น อยู่กับวิธีการ และเครื่องมือที่จะใช้วัดเป็นประการสำคัญ ในบรรดาวิธีการวัดผลการ ศึกษาต่าง ๆ ที่มีอยู่ ได้แก่ การทดสอบ การจัดอันดับคุณภาพ การสังเกต การสัมภาษณ์ รายบุคคลเป็นต้น วิธีการที่ใช้กันมากที่สุดในการวัดผลการศึกษาในโรงเรียน คือ การ ทดสอบ ซึ่งมีแบบสอบเป็นเครื่องมือที่ใช้วัดโดยตรง ด้วยเหตุนี้แบบทดสอบจึงเข้ามามี บทบาทต่อการวัด และประเมินผลการเรียนการสอนมาก แบบทดสอบที่ใช้กันมีอยู่ หลายชนิด ถ้าแบ่งตามคุณลักษณะที่วัดจะแบ่งได้เป็น 3 ชนิด คือ แบบทดสอบวัดผล สมฤทธิ์ แบบทดสอบวัดความถนัดและเชาวน์ปัญญา และแบบทดสอบวัดบุคลิกภาพ ถ้าแบ่งตามรูปแบบของแบบทดสอบ จะแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ แบบทดสอบอัตนัย และแบบทดสอบแบบปรนัย แต่แบบทดสอบที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน คือแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ เพราะว่าแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ สามารถวัดสมรรถภาพสมองระดับสูง ๆ ได้ดีกว่าแบบทดสอบปรนัยแบบอื่น ๆ สามารถวัดได้ครอบคลุมเนื้อหาวิชา ไม่กำกวม วัดได้ตรงจุด สามารนำมาวิเคราะห์หา ค่าคุณสมบัติต่าง ๆ ของแบบทดสอบได้ ให้คะแนนเป็นปรนัยดี และยั่วยุให้นักเรียน ต้องการค้นหาคำตอบมากกว่าแบบอื่น ๆ

ลักษณะของแบบทดสอบปรนัย ชนิดเลือกตอบนั้น สรุปได้ 3 ลักษณะ ดังนี้ คือ

1. ลักษณะที่ให้เลือกคำตอบที่ถูกต้อง (The Correct Answer) แบบทดสอบ ลักษณะนี้ มีตัวเลือกถูกต้องเพียงตัวเดียวเท่านั้น ส่วนตัวเลือกอื่น ๆ ผิดทั้งหมด

2. ลักษณะที่ให้เลือกคำตอบที่ถูกที่สุด หรือดีที่สุด (The Mutiple Response) แบบทดสอบลักษณะนี้ ตัวเลือกทุกตัว อาจเป็นคำตอบที่ถูกต้องทั้งหมด แต่จะมีตัว เลือกหนึ่งที่ถูกมากที่สุด หรือดีที่สุด

3. ลักษณะที่มีคำตอบมากกว่าหนึ่งตัว (The Mutiple Response) แบบทดสอบ ลักษณะนี้ ข้อหนึ่ง ๆ อาจมีคำตอบถูกมากกว่าหนึ่งตัวเลือก คือ อาจจะถูก 1 ตัวเลือก 2 ตัวเลือก 3 ตัวเลือก หรือถูกหมดทุกตัวเลือกก็ได้ ซึ่งลักษณะที่ 3 นี้ ชวาล เรียกว่า "ชนิด คำตอบไม่จำกัด" (unlimited choice) เป็นแบบทดสอบที่มีลักษณะเหมือนชนิดเลือก ตอบธรรมดา แต่วิธีการตอบแปลกออกไป นักเรียนจะต้องพิจารณาเลือกตัวถูกทุกตัว ซึ่งอาจมีถูกตัวเดียว หรือมากกว่าหนึ่งตัว หรืออาจผิดทั้งหมด ก็ได้

อย่างไรก็ดี สิ่งที่เป็นปัญหามากสำหรับแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ คือ การเดาทั้งนี้เพราะการทำแบบทดสอบที่กำหนดคำตอบนั้น นักเรียนสามารถได้ คะแนนเพิ่ม โดยการเดาคำตอบที่กำหนดให้ได้ ปัญหาในเรื่องการเดานี้ ทำให้แบบ ทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบถูกคัดค้านตลอดมา โดยใช้เป็นข้อโต้แย้งว่า นักเรียนมัก จะสอบได้คะแนนดีกว่าที่เขาควรจะได้ เพราะนักเรียนมีโอกาสเดาคำตอบจากตัวเลือก ที่ให้ไว้ และ พจน์ สะเพียรชัย ได้ให้ความเห็นที่สอดคล้องกันว่า ปัญหาที่ประสบมาก ที่สุดจากการตรวจแบบทดสอบประเภทนี้ คือเรื่องการเดา นอกจากนี้คะแนนที่นัก เรียนได้นั้น เป็นเพียงเครื่องชี้ให้เห็นปริมาณของคำตอบ ที่นักเรียนตอบถูกต้องตามข้อ เฉลย (Key) ที่ผู้ออกข้อสอบตั้งไว้เท่านั้น คะแนนนั้น ๆ มิได้บ่งให้ทราบเลยว่า นัก เรียนตอบถูกเพราะมีความรู้จริง หรือรู้อย่างเลือนลาง หรือเดาเพราะไม่มีคะแนนติดลบ เลย และนักการศึกษาหลายท่านได้พยายาม หาทางแก้ไขปัญหาการเดาของแบบ ทดสอบเลือกตอบ โดยทำให้การเดาเหลือน้อยที่สุด วิธีที่ได้รับความนิยม คือ การสร้าง แบบทดสอบให้มีคุณลักษณะที่ดี และการกำหนดเงื่อนไขวิธีการตอบ และการตรวจ ให้คะแนนมีความรัดกุมขึ้น

การตรวจให้คะแนนแบบทดสอบเลือกตอบนั้น โดยทั่วไปนิยมใช้วิธีการตรวจ แบบ 0-1 คือ เมื่อตอบถูกให้หนึ่งคะแนน ถ้าตอบผิดให้ศูนย์คะแนน ซึ่งวิธีการตรวจให้ คะแนนนี้ยังไม่รัดกุมเท่า ที่ควร เพราะให้ผู้สอบตอบเฉพาะข้อถูก ทำให้ไม่ทราบระดับ ความรู้ที่แท้จริงของผู้สอบ การตรวจให้คะแนนจึงได้มีการพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อลดจุด บกพร่องของวิธีการตรวจแบบ 0-1 ซึ่งนัก-การศึกษาหลายท่านทั้งต่างประเทศ แลใน ประเทศ ได้ทำการวิจัยเปรียบเทียบคุณภาพของข้อสอบแบบเลือกตอบ ที่มีผลมาจาก การตอบและตรวจให้คะแนนแบบต่าง ๆ ตามความสนใจของแต่ละบุคคล

ในประเทศไทยนั้นเท่าที่ผ่านมา ศึกษาเฉพาะกับข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนดังนั้นผู้วิจัยจึงมีความต้องการที่จะศึกษา คุณภาพของข้อสอบความถนัดทางการ เรียน แบบตัวเลือกถูกตัวเดียว และตัวเลือกถูกหลายตัว ที่ตอบและตรวจให้คะแนน แตกต่างกันเป็นครั้งแรก ทั้งนี้เพราะ โดยทั่ว ๆ ไป ผลการทดสอบความถนัดนำไปใช้ ได้อย่างน้อย 4 ทาง คือเพื่อประโยชน์ในด้านการสอน เพื่อประโยชน์ในการแนะแนว เพื่อประโยชน์ในการบริหาร เพื่อประโยชน์ในการวิจัย ซึ่งถ้าได้คะแนนออกมา โดย ปราศจากการเดา ก็จะเป็นตัวแทนของความถนัดที่นักเรียนมีอยู่จริง ย่อมเกิดประโยชน์ ดังกล่าวข้างต้นอย่างเต็มที่ และเป็นแนวทางในการพัฒนาข้อสอบความถนัดทางการ เรียนต่อไป

จุดมุ่งหมาย

1. เพื่อเปรียบเทียบค่าความเชื่อมั่น ของแบบทดสอบความถนัดทางการเรียนแบบ ปรนัยชนิดเลือกตอบ 2 ลักษณะ คือ แบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียวและตัวเลือกถูกหลาย ตัว ที่ใช้การตอบ และการตรวจให้คะแนน 3 วิธี คือ วิธี 0-1 วิธีของคูมบ์ส และวิธีของ อนันต์

2. เพื่อเปรียบเทียบค่าความเที่ยงตรง ของแบบทดสอบความถนัดทางการเรียน แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 2 ลักษณะ คือ ที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียวและตัวเลือกถูกหลาย ตัว ที่ใช้การตอบ และการตรวจให้คะแนน 3 วิธี คือ วิธี 0-1 วิธีของคูมบ์ส และวิธีของ อนันต์

3. เพื่อเปรียบเทียบค่าอำนาจจำแนก ของแบบทดสอบความถนัดทางการเรียนแบบ ปรนัยชนิดเลือกตอบ 2 ลักษณะ คือ ที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียวและตัวเลือกถูกหลายตัว ที่ ใช้การตอบ และการตรวจให้คะแนน 3 วิธี คือ วิธี 0-1 วิธีของคูมบ์ส และวิธีของ อนันต์

4. เพื่อเปรียบเทียบเปอร์เซนต์การเดา ของแบบทดสอบความถนัดทางการเรียน แบบปรนัยขนิดเลือกตอบ 2 ลักษณะ คือ ที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียวและตัวเลือกถูกหลาย ตัว ที่ใช้การตอบ และการตรวจให้คะแนน 3 วิธี คือ วิธี 0-1 วิธีของคูมบ์ส และวิธีของ อนันต์ แยกเพศ

5. เพื่อเปรียบเทียบเปอร์เซนต์ของความถนัดแต่ละฉบับใน 4 ลักษณะ คือ เปอร์ เซนต์ของความถนัดทั้งหมด ความถนัดบางส่วน ไม่มีความถนัด และคะแนนการเดาที่ ใช้วิธีการตอบ และการตรวจให้คะแนน 3 วิธี คือ วิธี 0-1 วิธีคูมบ์ส และวิธีอนันต์ แยก ตามเพศ

ความสำคัญของการศึกษาค้นคว้า

ผลการศึกษาครั้งนี้จะเป็นทางการให้ครู ได้เลือกใช้แบบทดสอบความถนัดทาง การเรียนชนิดเลือกตอบในลักษณะต่าง ๆ พร้อมทั้งวิธีการตอบ และตรวจให้คะแนน วิธีต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับลักษณะของแบบทดสอบความถนัดทางการเรียน ชนิดเลือก ตอบ ทั้งนี้เพื่อให้คะแนนเป็นที่น่าเชื่อถือมากที่สุด เพื่อจะได้นำคะแนนไปใช้ได้อย่าง คุ้มค่า อีกทั้งจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนา รูปแบบของแบบทดสอบความถนัดทาง การเรียนนี้ต่อไป

ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า

การศึกษาครั้งนี้จัดกระทำในขอบเขตของประชากร กลุ่มตัวอย่าง และตัวแปร ดังนี้

1. ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนในสังกัดกรม สามัญศึกษา จังหวัดร้อยเอ็ด ปีการศึกษา 2534 จำนวน 6,672 คน

2. กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนในสังกัด กรม-สามัญศึกษา จังหวัดร้อยเอ็ด ปีการศึกษา 2534 จำนวน 600 คน

3. ตัวแปรที่จะศึกษา

3.1 ตัวแปรอิสระ ได้แก่

3.1.1 เพศ

3.1.2 ลักษณะของแบบทดสอบ จำแนกเป็น 2 ลักษณะ คือแบบทดสอบ- ปรนัยชนิดเลือกตอบ ที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียว และตัวเลิกถูกหลายตัว

3.1.3 วิธีการตอบและการตรวจให้คะแนนมี 3 วิธี คือ วิธี 0-1 วิธีของคูมบ์ส และวิธีของอนันต์

3.2 ตัวแปรตาม ได้แก่

3.2.1 ค่าความเชื่อมั่น

3.2.2 ค่าความเที่ยงตรง

3.2.3 ค่าอำนาจจำแนก

3.2.4 เปอร์เซนต์การเดา

3.2.5 เปอร์เซนต์ของความถนัด

4. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ ข้อสอบความถนัดทางการเรียน

ตกลงเบื้องต้น

1. นักเรียนที่เข้าสอบแต่ละคนมีความเข้าใจคำสั่งชี้แจง เกี่ยวกับวิธีการตอบ และการตรวจให้คะแนนของแต่ละวิธีที่ตนสอบอย่างดีทุกคน

2. นักเรียนที่เข้าสอบทุกคนได้แสดงความสามารถในการทำข้อสอบอย่างเต็มที่

3. สถานที่ เวลา และสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ในการทดสอบทุกกลุ่มไม่แตกต่างกัน

นิยามศัพท์เฉพาะ

1. ความถนัดทางการเรียน (Scholastic Aptitude) หมายถึง ชุดของ คำถาม หรือสถานการณ์ที่ใช้วัดความสามารถด้านสมอง อันเป็นผลจากการได้ศึกษาเล่าเรียน และประสบการณ์ชีวิตที่ได้รับมา ในที่มีทั้งหมด 4 ด้าน ดังนื้

1.1 ด้านภาษา หมายถึง แบบทดสอบที่วัดความสามารถ ในการรู้ความหมาย ของคำหรือศัพท์ต่าง ๆ จับใจความสำคัญ แปลความ ตีความ ขยายความได้เมื่อกำหนด ข้อความหรือ ภาพให้

1.2 ด้านคณิตศาสตร์ หมายถึง แบบทดสอบที่วัดความสามารถในการแก้ ปัญหา สรุปกฎเกณฑ์ของระบบ หรือการเปลี่ยนแปลงของตัวเลขที่จัดไว้

1.3 ด้านเหตุผล หมายถึง แบบทดสอบที่วัดความสามารถในการวิเคราะห์ จำแนกสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นภาษา และภาพทรงเรขา โดยอาศัยมโนภาพ โครงสร้าง หน้าที่ หรือคุณสมบัติต่าง ๆ มาเรียนเทียบกับกลุ่มนั้น

1.4 ด้านมิติสัมพันธ์ หมายถึง แบบทดสอบที่วัดความสามารถในการค้นหา ภาพที่กำหนดให้ และแยกภาพตามเส้นปะ

2. แบบทดสอบความถนัดทางการเรียนที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียว (Single Answer) หมายถึง แบบทดสอบความถนัดทางการเรียน แบบปรนัยเลือกตอบชนิด 5 ตัวเลือก ซี่งมีตัวเลือกถูกเพียงตัวเดียว ส่วนตัวเลือกอื่น ๆ เป็นคำตอบที่ผิดสำหรับข้อ นั้น ๆ

3. แบบทดสอบความถนัดทางการเรียนที่มีตัวเลือกถูกหลายตัว (Multiple Answer of Unlimited Answer) หมายถึง แบบทดสอบความถนัดทางการเรียนแบบ ปรนัยชนิด 5ตัวเลือก ซึ่งแต่ละข้อมีส่วนที่เป็นตอนนำ หรือเป็นคำถามเหมือนกับแบบ ทดสอบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียวแต่ตัวเลือกถูกในแต่ละข้อจะไม่จำกัด คืออาจมีตัวเลือก ถูก 1 ตัว 2 ตัว 3 ตัว 4 ตัว หรือถูกหมดทุกตัวเลือก

4. คะแนน (Score) หมายถึง ตัวเลขที่ใช้แทนปริมาณการตอบแบบทดสอบ ตามเงื่อนไขวิธีการตอบ และการตรวจให้คะแนนที่กำหนดให้

5. การตอบและการตรวจให้คะแนนวิธี 0-1 (Zerro - one Method) หมายถึงวิธี การที่ให้นักเรียนเลือกตอบเฉพาะตัวเลือกที่ถูก การให้คะแนนจะให้ 0 คะแนน ถ้านัก เรียนตอบผิดหรือไม่ตอบ จะให้คะแนน 1 คะแนน ถ้านักเรียนตอบถูก

6. การตอบและการตรวจให้คะแนนวิธีของคูมบ์ส (Coombs Approch) หมาย ถึงวิธีการที่ให้นักเรียนเลือก ตอบเฉพาะตัวเลือกที่ผิด และให้คะแนนเป็นรายตัวเลือก ตัวเลือกละ 1 คะแนน แต่ถ้านักเรียนเลือกตัวเลือกที่ถูกด้วย จะได้ m - k คะแนน สำหรับตัวเลือกที่ถูกเลือกนั้น (m แทน จำนวนตัวเลือกถูก และ k แทน จำนวนตัวเลือก ทั้งหมด) ส่วนตัวเลือกที่เว้นข้ามไปจะได้ 0 คะแนน

7. การตอบและการตรวจให้คะแนนวิธีของอนันต์ (Anan Approch) หมายถึง วิธีการที่ให้นักเรียนเลือกตอบทั้งตัวเลือกถูกและตัวเลือกผิด โดยที่ตัวเลือดใดถูกให้ขีด เครื่องหมายถูกและตัวเลือกใดผิดให้ขีดเครื่องหมายผิด การให้คะแนนจะให้เป็นราย ตัวเลือก โดยให้ตัวเลือกละ1 คะแนนถ้านักเรียนเลือกได้ตรงกับที่เฉลย ถ้าเลือกตรง ข้ามกับที่เฉลยตัวเลือกนั้นจะได้ -1 คะแนน ส่วนตัวเลือกที่เว้นข้ามไปจะได้ 0 คะแนน

8. ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ (Reliability) หมายถึง ความคงที่แน่นอน ของคะแนนที่นักเรียนได้จากการทำแบบทดสอบ การคำนวณค่าความเชื่อมั่นของแบบ ทดสอบ ในการศึกษาครั้งนี้ใช้วิธี คูเดอร์-ริชาร์ดสัน 20 (Kuder-Richardson 20) สำหรับการตอบและการตรวจให้คะแนนวิธี 0-1 และวิธีหาสัมประสิทธิแอลฟา (Alpha-coefficient) สำหรับการตอบและการตรวจให้คะแนนวิธีของคูมบ์สและของ อนันต์

9. ความเที่ยงตรงของแบบทดสอบในที่นี้คือ ความเที่ยงตรงเชิงสภาพ (Concurrent Validity) หมายถึง คุณสมบัติของแบบทดสอบที่วัดได้ตรงความจริงใน ปัจจุบัน ซึ่งหาโดยการหาความสัมพันธ์ ระหว่างคะแนนที่ได้จากแบบทดสอบกับเกรด เฉลี่ยสะสม ของนักเรียนในทุกรายวิชาที่เรียน โดยใช้สูตรการหาสัมประสิทธิสห สัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson Product correlation coefficient)

10. อำนาจจำแนกของแบบทดสอบ (Discrimination) หมายถึง คุณสมบัติของ แบบทดสอบที่สามารถแจกแจงนักเรียนเป็นประเภทตามความสามารถของตน ในการ ศึกษาครั้งนี้ คำนวณค่าอำนาจจำแนกโดยใช้ Biserial Correlation coefficient

11. ความถนัดของนักเรียน (Aptitude) หมายถึง จำนวนข้อที่นักเรียน ทำได้ใน แต่ละช่วงคะแนน จากการตอบและตรวจให้คะแนนที่กำหนดให้

12. เปอร์เซนต์ของความถนัด (Aptitude Percentage) หมายถึง เปอร์เซนต์ ของ จำนวนข้อที่ทำได้ของแบบทดสอบความถนัดทางการเรียน ที่ได้จากการตอบและการ ตรวจให้คะแนนตามวิธีของคูมบ์สและวิธีของอนันต์ ซึ่งพิจารณา 4 ลักษณะ คือ

12.1 ความถนัดทั้งหมด (Correct Aptitude) คือ เปอร์เซนต์จำนวนข้อ ของ แบบทดสอบเมื่อใช้การตอบและการตรวจให้คะแนนวิธีของคูมบ์ส และเมื่อใช้การ ตอบและการตรวจให้คะแนนวิธีของอนันต์ ได้คะแนนเต็ม

12.2 ความถนัดบางส่วน (Partial Aptitude) คือเปอร์เซนต์ของจำนวนข้อ ของแบบทดสอบ เมื่อใช้การตอบและการตรวจให้คะแนนวิธีของคูมบ์ส และเมื่อใช้ การตอบและการตรวจให้คะแนนวิธีของอนันต์ ได้คะแนนมากกว่า 0 แต่น้อยกว่า คะแนนเต็ม

12.3 ไม่มีความถนัด (None Aptitude) คือ เปอร์เซนต์ของจำนวนข้อของ แบบทดสอบ เมื่อใช้การตอบและการตรวจให้คะแนนของคูมบ์สและวิธีของอนันต์ได้ 0 คะแนน

12.4 คะแนนการเดา (Guess Score) คือ เปอร์เซนต์ของจำนวนข้อของแบบ ทดสอบ เมื่อใช้การตอบและการตรวจให้คะแนน วิธีของคูมบ์สและวิธีของอนันต์ ได้ คะแนนติดลบ

13. เปอร์เซนต์การเดา (Guess Percentage) หมายถึง เปอร์เซนต์ที่ นักเรียน ตอบแบบทดสอบด้วยความไม่แน่ใจ การหาเปอร์เซนต์การเดา หาได้ 2 วิธี คือ จากการ แสดงระดับความไม่แน่ใจ หรือไม่ค่อยแน่ใจในการตอบ และจากการตรวจให้คะแนน ตามวิธีของคูมบ์ส และวิธีของอนันต์ พิจารณาคะแนนที่ติดลบ หรือคะแนนการเดา (Guess Score)

อภิปรายผล

จากการศึกษารูปแบบการตอบและการตรวจให้คะแนนวิธี 0-1 วิธีของคูมบ์ส และ วิธีของอนันต์ กับแบบทดสอบความถนัดทางการเรียนแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ ที่ แตกต่างกัน 2 ลักษณะคือ แบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียวและตัวเลือกถูกหลายตัว แยก อภิปรายได้ดังนี้

1. ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ

ค่าความเชื่อมั่นหาจากสูตร KR - 20 และ a - coefficient พบว่าเมื่อตอบและ ตรวจให้คะแนนด้วยวิธี 0-1 แบบทดสอบความถนัดทางการเรียนแบบที่มีตัวเลือกถูก ตัวเดียวและตัวเลือกถูกหลายตัว มีค่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และแบบทดสอบความถนัดทางการเรียนแบบที่มีตัวเลือกถูกหลายตัว เมื่อตอบและ ตรวจด้วย วิธี 0-1 วิธีของคูมบ์สและวิธีของอนันต์ วิธีของคูมบ์ส และวิธีของอนันต์ ให้ ค่าความเชื่อมั่นแตกต่าง จากวิธี 0-1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยที่ แบบ ทดสอบความถนัดทางการเรียนแบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียวมีค่าความเชื่อมั่นสูงกว่า แบบที่มีตัวเลือกถูกหลายตัว และแบบที่มีตัวเลือกถูกหลายตัว เมื่อตอบและตรวจด้วย วิธีของคูมบ์ส และวิธีของอนันต์ ให้ค่าความเชื่อมั่น สูงกว่าวิธี 0-1 ซึ่งสอดคล้องกับ สมมติฐานข้อที่ 1 ที่ว่า แบบทดสอบความถนัดทางการเรียนที่แตกต่างกันทั้ง 2 ลักษณะ คือแบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียว และตัวเลือกถูกหลายตัว เมื่อใช้การตอบและ การตรวจให้คะแนน 3 วิธี คือ วิธี 0-1 วิธีของคูมบ์ส และวิธีของอนันต์ มีความเชื่อมั่น แตกต่างกัน และสอดคล้องกับผลวิจัย ด้านวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของ อนันต์ ศรีโสภา และอรวรรณ ตัณฑ์เจริญรัตน์ ที่พบว่ารูปแบบการตอบและการตรวจวิธีของ อนันต์ ให้ค่าความเชื่อมั่นสูงกว่า วิธี 0-1 และวิธีของคูมบ์ส ให้ค่าความเชื่อมั่นสูงกว่า วิธี 0-1 ทั้งนี้เนื่องจากการตอบ และการตรวจวิธีของอนันต์นั้น ต้องพิจารณาทุกตัว เลือกเป็นวิธีที่ให้โอกาสนักเรียนเลือกคำตอบถูก และในขณะเดียวกันก็ต้องกำจัดตัว ลวงออกไปด้วย ซึ่งผิดกับวิธี 0-1 ที่ให้นักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกเพียงคำตอบเดียว นัก เรียนอาจได้คะแนนโดยไม่มีความรู้เลยก็ได้ วิธีของอนันต์นอกจากนักเรียนจะต้อง พิจารณากำจัดตัวลวงบางตัวแล้ว นักเรียนยังต้องพิจารณาคำตอบที่ถูกต้องอีกด้วย ทำให้ตัวเลือกมากกว่าวิธี 0-1 จึงทำให้ค่าความเชื่อมั่นตามวิธีของอนันต์ สูงกว่าวิธี 0-1 สำหรับวิธีของคูมบ์สนั้นให้เลือกตัวเลือกที่ผิด จำนวนตัวเลือกมากกว่า และช่วง คะแนนกว้างกว่าวิธี 0-1 เพราะให้คะแนนทุกตัวเลือก จึงทำให้ค่าความเชื่อมั่นตามวิธี ของคูมบ์ส สูงกว่าวิธี 0-1

2. ค่าความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ

ค่าความเที่ยงตรงได้จาก การหาค่าสหสัมพันธ์ ระหว่างคะแนนที่ได้จากการ ตอบ และการตรวจแต่ละวิธี กับเกรดเฉลี่ยสะสมของนักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง โดย ใช้ pearson product moment correlation coefficient พบว่า เมื่อตอบและตรวจให้ คะแนนด้วยวิธี ของคูมบ์ส แบบทดสอบความถนัดทางการเรียนแบบที่มีตัวเลือกถูกตัว เดียว และตัวเลือกถูกหลายตัวมีค่าความเที่ยงตรงแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 โดยที่ แบบทดสอบความถนัดทางการเรียนแบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียว มี ค่าความเที่ยงตรง สูงกว่าแบบที่มีตัวเลือกถูกหลายตัวซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานข้อที่ 2 ที่ว่า แบบทดสอบความถนัดทางการเรียนที่แตกต่างกันทั้ง 2 ลักษณะคือ แบบที่มีตัว เลือกถูกตัวเดียวและตัวเลือกถูกหลายตัว เมื่อใช้การตอบและการตรวจให้คะแนน ด้วย วิธี 0-1 วิธีของคูมบ์ส และวิธีของอนันต์ มีค่าความเที่ยงตรงแตกต่างกัน เพียงเฉพาะวิธี ของคูมบ์สเท่านั้น สำหรับความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ 2 ลักษณะ คือแบบที่มีตัว เลือกถูกตัวเดียว และแบบที่มีตัวเลือกถูกหลายตัว เมื่อแต่ละลักษณะตอบและตรวจ ด้วยวิธี 0-1 วิธีของคูมบ์ส และวิธีของอนันต์ พบว่า ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติ ซึ่งสอดคล้องกับผลวิจัย ด้านวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของ อนันต์ ศรีโสภา เพลินพิศ คูณคำ และ คูมบ์ส มิลฮอลแลนด์ และโวเมอร์ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะลักษณะ ขอบเขตข้อสอบ เป็นสิ่งเดียวกัน อีกทั้งเกรดเฉลี่ยสะสมของนักเรียนที่เป็นกลุ่ม ตัวอย่าง เป็นนักเรียนถูกสุ่มมาจากนักเรียนที่มีความรู้ระดับเดียวกัน ดังนั้นถึงแม้จะใช้ วิธีตอบและตรวจให้คะแนนที่แตกต่างกัน จึงไม่ส่งผลให้ค่าความเที่ยงตรง แตกต่าง กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

3. ค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบ

หาค่าอำนาจจำแนกโดยใช้ biserlal correlation coefficient พบว่า เมื่อทดสอบ ความแตกต่างของค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบ ที่ได้จากคะแนนการสอบของ กลุ่มตัวอย่าง โดยพิจารณาทีละด้าน คือ ด้านลักษณะของแบบทดสอบ และด้านการ ตอบและการตรวจให้คะแนน ไม่พบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งไม่ สอดคล้องกับสมมติฐานข้อที่ 3 ที่ว่าแบบ ทดสอบความถนัดทางการเรียนที่แตกต่าง กันทั้ง 2 ลักษณะ คือแบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียว และตัวเลือกถูกหลายตัว เมื่อใช้การ ตอบและการตรวจให้คะแนนด้วยวิธี 0-1 วิธีของ คูมบ์ส และวิธีของอนันต์ มีอำนาจ จำแนกแตกต่างกัน แต่สอดคล้องกับผลวิจัยด้านวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของ ดรุณ หาญตระกูล และ นิโลบล นิ่มกิ่งรัตน์ และ กาญจนา ศิริวัฒนพงษ์ ทั้งนี้อาจเป็น เพราะค่าอำนาจจำแนกขึ้นอยู่กับความรู้ระดับเดียวกัน ดังนั้นถึงแม้จะใช้วิธีตอบและ ตรวจให้คะแนนที่แตกต่างกัน จึงไม่ส่งผลให้ค่าอำนาจจำแนก แตกต่างกันอย่างมีนัย สำคัญทางสถิติ

4. ค่าเปอร์เซนต์การเดาของแบบทดสอบ

เมื่อหาเปอร์เซนต์การเดา จากการแสดงระดับความไม่แน่ใจในการตอบ และหา จากการตรวจให้คะแนน พบว่า เปอร์เซนต์การเดา จากการแสดงระดับความไม่แน่ใจ ของแบบทดสอบความถนัดทางการเรียนแบบปรนัยชนิดเลือก 2 ลักษณะ คือ แบบที่มี ตัวเลือก ถูกตัวเดียว และตัวเลือกถูกหลายตัว เมื่อตอบและตรวจให้คะแนนด้วยวิธี 0-1 โดยที่ วิธี 0-1 มีการเดาต่ำที่สุด วิธีของคูมบ์สมีการเดาสูงที่สุด และเปอร์เซนต์การเดา จากการตรวจให้คะแนน ของแบบทดสอบความถนัดทางการเรียนแบบปรนัยชนิด เลือกตอบ 2 ลักษณะ คือ แบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียว และตัวเลือกถูกหลายตัว เมื่อตอบ และตรวจให้คะแนนด้วย วิธีของคูมบ์ส อนันต์ มีค่าแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญที่ ระดับ .01 โดยที่วิธีของอนันต์ มีการเดาต่ำกว่าวิธีของคูมบ์ล ซึ่งสอดคล้องกับ สมมติฐานข้อที่ 4 ที่ว่าแบบทดสอบความถนัดทางการเรียนที่แตกต่างกันทั้ง 2 ลักษณะ คือ แบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียวและตัวเลือกถูกหลายตัวเมื่อใช้การตอบและตรวจให้ คะแนน ด้วยวิธี 0-1 วิธีของคูมบ์ส และวิธีของอนันต์ มีเปอร์เซนต์การเดาแตกต่างกัน

เมื่อศึกษาเปรียบเทียบระหว่างเพศชายและเพศหญิง พบว่า

1. เปอร์เซนต์การเดา จากการแสดงระดับความไม่แน่ใจ ของแบบทดสอบความ ถนัดทางการเรียนแบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียว เมื่อตอบและตรวจให้คะแนน ด้วยวิธี ของคูมบ์สเพศชาย และเพศหญิง มีเปอร์เซนต์การเดาแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .01 และเมื่อตอบและตรวจให้คะแนนด้วยวิธีของอนันต์ เพศชายและเพศ หญิง มีเปอร์เซนต์การเดาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 โดยที่ เพศชายมี เปอร์เซนต์การเดาต่ำกว่าเพศหญิง

2. เปอร์เซนต์การเดา จากการตรวจให้คะแนน ของแบบทดสอบควมถนัดทาง การ-เรียน แบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียว เมื่อตอบและตรวจให้คะแนนด้วยวิธีของอนันต์ เพศชายและเพศหญิง มีเปอร์เซนต์การเดาแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 โดยที่เพศหญิง มีเปอร์เซนต์การเดาต่ำกว่าเพศชาย

ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานข้อที่ 6 ที่ว่า แบบทดสอบความถนัดทางการเรียน แบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียว เมื่อใช้การตอบและการตรวจให้คะแนนด้วยวิธี 0-1 วิธี ของคูมบ์ส และวิธีของอนันต์ เพศชายและเพศหญิง มีเปอร์เซนต์การเดาแตกต่างกัน

3. เปอร์เซนต์การเดา จากการแสดงระดับความไม่แน่ใจ ของแบบสอบความ ถนัดทางการเรียนแบบที่มีตัวเลือกถูกหลายตัว เมื่อตอบและตรวจให้คะแนนด้วยวิธี 0- 1วิธีของคูมบ์ส และวิธีของอนันต์ เพศชายและเพศหญิง มีเปอร์เซนต์การเดาแตกต่าง กัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยที่ เพศชายมีเปอร์เซนต์การเดาต่ำกว่าเพศ หญิง ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานข้อที่ 7 ที่ว่า แบบทดสอบความถนัดทางการเรียน แบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียว เมื่อใช้การตอบและการตรวจให้คะแนนด้วยวิธี 0-1 วิธี ของคูมบ์ส และวิธีของอนันต์ เพศชายและเพศหญิง มีเปอร์เซนต์การเดาแตกต่างกัน

เมื่อศึกษาในเพศชาย พบว่า

1. เปอร์เซนต์การเดา จากการแสดงระดับความไม่แน่ใจ ของแบบทดสอบความ ถนัดทางการเรียนแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 2 ลักษณะ คือ แบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียว และตัวเลือกถูกหลายตัว เมื่อตอบและตรวจให้คะแนน ด้วยวิธี 0-1 วิธีของคูมบ์สและ วิธีของอนันต์ มีค่าแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยที่ แบบ ทดสอบความถนัดทางการเรียนแบบที่มีตัวเลือกถูกหลายตัว มีเปอร์เซนต์การเดาต่ำ กว่าแบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียว อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

2. เปอร์เซนต์การเดาจากการตรวจให้คะแนน ของแบบทดสอบความถนัดทาง การ-เรียนแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 2 ลักษณะ คือ แบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียว และตัว เลือกถูกหลายตัว เมื่อตอบและตรวจให้คะแนนวิะของอนันต์ มีค่าาแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยที่ แบบทดสอบความถนัดทางการเรียน แบบที่มีตัว เลือกถูกตัวเดียว มีเปอร์เซนต์การเดาต่ำกว่าแบบที่มีตัวเลือกถูกหลายตัว

ซึ่งสอดคล้องกับสมมุติฐานข้อ 8.1 แบบทดสอบความถนัดทางการเรียน ทั้ง 2 ลักษณะ คือ แบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียวและตัวเลือกถูกหลายตัว เมื่อใช้การตอบและ ตรวจให้คะแนนด้วยวิธี 0-1 ในเพศชายมีเปอร์เซนต์การเดาแตกต่างกัน

สอดคล้องกับสมมติฐานข้อ 8.2 ที่ว่า แบบทดสอบความถนัดทางการเรียนทั้ง 2 ลักษณะ คือ แบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียวและตัวเลือกถูกหลายตัว เมื่อใช้การตอบและ ตรวจให้คะแนนด้วยวิธีของคูมบ์ส ในเพศชายมีเปอร์เซนต์การเดาแตกต่างกัน และ สอดคล้องสมมติฐานข้อ 8.3 ที่ว่า แบบทดสอบความถนัดทางการเรียน ทั้ง 2 ลักษณะ คือ แบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียวและตัวเลือกถูกหลายตัว เมื่อใช้การตอบและตรวจให้ คะแนนด้วยวิธีของอนันต์ ในเพศชายมีเปอร์เซนต์การเดาแตกต่างกัน

เมื่อศึกษาในเพศหญิง พบว่า

1. เปอร์เซนต์การเดาจากการแสดงระดับความไม่แน่ใจของแบบทดสอบความ ถนัด ทางการเรียนแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 2 ลักษณะ คือ แบบที่มีตัวเลือกถูกตัว เดียว และตัวเลือกถูก หลายตัว เมื่อตอบและตรวจให้คะแนน ด้วยวิธีของคูมบ์ส และ วิธีของอนันต์ มีค่าแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยที่ แบบ ทดสอบความถนัดทางการเรียนแบบที่มีตัวเลือกถูกหลายตัว มีเปอร์เซนต์การเดาต่ำ กว่าแบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียว

2. เปอร์เซนต์การเดาจากการตรวจให้คะแนน ของแบบทดสอบความถนัดทาง การ-เรียนแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 2 ลักษณะ คือ แบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียว และตัว เลือกถูกหลายตัว เมื่อตอบและตรวจให้คะแนนของอนันต์ มีค่าแตกต่างกัน อย่างมีนัย สำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยที่ แบบทดสอบความถนัดทางการเรียน แบบที่มีตัว เลือกถูกตัวเดียว มีเปอร์เซนต์การเดาต่ำกว่าแบบที่มีตัวเลือกถูกหลายตัว

ซึ่งไม่สอดคล้องกับสมมติฐานข้อ 9.1 ที่ว่า แบบทดสอบความถนัดทางเรียนทั้ง 2 ลักษณะ คือ แบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียวและตัวเลือกถูกหลายตัว เมื่อใช้การตอบ และตรวจให้คะแนนด้วยวิธี 0-1 ในเพศหญิงมีเปอร์เซนต์การเดาแตกต่างกัน แต่สอด คล้องกับสมมติฐานข้อ 9.2 ที่ว่า แบบทดสอบความถนัดทางการเรียนทั้ง 2 ลักษณะ คือ แบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียวและตัวเลือกถูกหลายตัว เมื่อใช้การตอบและตรวจให้ คะแนนด้วยวิธีของคูมบ์ส ในเพศหญิงมีเปอร์เซนต์การเดาแตกต่างกัน

และสอดคล้องกับสมมติฐานข้อ 9.3 ที่ว่า แบบทดสอบความถนัดทางการเรียน ทั้ง 2 ลักษณะ คือ แบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียวและตัวเลือกถูกหลายตัว เมื่อใช้การตอบ และตรวจให้คะแนนด้วยวิธีของอนันต์ ในเพศหญิงมีเปอร์เซนต์การเดาแตกต่างกัน

โดยสรุปแล้ว ในเรื่องเปอร์เซนต์การเดา แบบทดสอบความถนัดทางการเรียน แบบปรนัยชนิดเลือกตอบทั้ง 2 ลักษณะ เมื่อตอบและตรวจด้วยวิธี 0-1 มีเปอร์เซนต์ การเดาต่ำที่สุด สูงขึ้นไป คือวิธีของอนันต์ และสูงที่สุด คือวิธีของคูมบ์ส ซึ่งสอดคล้อง กับผลวิจัยด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของ อรวรรณ ตัณฑ์เจริญรัตน์ ทั้งนี้อาจเป็น เพราะว่าวิธี 0-1 เป็นวิธีที่นักเรียนเคยชิน และเป็นการเลือกเพียงตัวเลือกถูกอย่างเดียว เมื่อจะตัดสินใจ ทำเครื่องหมายแสดงความแน่ใจในการตอบจะสามารถตัดสินใจได้ ทันที หรือนักเรียนอาจเสแสร้งก็ได้ เพราะเป็นเรื่องของความรู้สึก สำหรับวิธีของ อนันต์ และวิธีของคูมบ์สนั้น การหาเปอร์เซนต์การเดาหาจากระดับความไม่แน่ใจใน การตอบ และจากการตรวจให้คะแนน และวิธีของอนันต์ให้ค่าการเดาต่ำกว่าวิธีของ คูมบ์ส ทั้งนี้อาจเป็นเพราะวิธีของคูมบ์สนักเรียนต้องเลือกตัวเลือก ที่ขัดกับความเคย ชินในการทำแบบทด-สอบที่ปฏิบัติอิยู่ในปัจจุบัน เปอร์เซนต์การเดาจึงสูงกว่าวิธีอื่น และพบว่าเพศชายทำข้อสอบโดยการเดาน้อยกว่าเพศหญิง

5. ค่าเปอร์เซนต์ของความถนัด

โดยหาเปอร์เซนต์ความถนัดใน 4 ลักษณะ คือ ความถนัดทั้งหมด ความถนัดบาง ส่วน ไม่มีความถนัด และคะแนนการเดา จากการตอบและการตรวจให้คะแนนด้วยวิธี ของคูมบ์และวิธี ของอนันต์ พบว่า

5.1 แบบทดสอบความถนัดทางการเรียนแบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียว

เมื่อตอบและตรวจให้คะแนนด้วยวิธีของคูมบ์ส และวิธีของอนันต์ พบว่า เปอร์เซนต์ความถนัดบางส่วน และเปอร์เซนต์การเดา มีค่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 โดยที่ วิธีของคูมบ์ส มีเปอร์เซนต์ความถนัดบางส่วน ต่ำกว่าวิธี ของอนันต์ แต่มีเปอร์เซนต์คะแนนการเดาสูงกว่าวิธีของอนันต์

5.2 แบบทดสอบความถนัดทางการเรียนแบบที่มีตัวเลือกถูกหลายตัว

เมื่อตอบและตรวจให้คะแนนด้วยวิธีของคูมบ์ส และวิธีของอนันต์ พบว่า เปอร์เซนต์ความถนัดทั้งหมด มีค่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สำ หรับเปอร์เซนต์ความถนัดบางส่วน เปอร์เซนต์ไม่มีความถนัด และเปอร์เซนต์คะแนน การเดา เมื่อมีค่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยที่ วิธีของคูมบ์ส มีเปอร์เซนต์ความถนัดบางส่วน ต่ำกว่าวิธีของอนันต์ แต่เปอร์เซนต์ไม่มีความถนัด และเปอร์เซนต์คะแนนการเดา มีค่าสูงกว่าวิธีของอนันต์ ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐาน ข้อที่ 5 ที่ว่า แบบทดสอบความถนัดทางการเรียนที่ แตกต่างกันทั้ง 2 ลักษณะ คือ แบบ ที่ตัวเลือกถูกตัวเดียว และตัวเลือกถูกหลายตัว เมื่อใช้การตอบและการตรวจให้คะแนน ด้วยวิธี 0-1 วิธีของคูมบ์ส และวิธีของอนันต์ มีเปอร์เซนต์ของความถนัดแตกต่างกัน

เมื่อศึกษาเปรียบเทียบระหว่างเพศชายและเพศหญิง พบว่า

1. เปอร์เซนต์คะแนนการเดา ของแบบทดสอบความถนัดทางการเรียน แบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียว เมื่อตอบและตรวจให้คะแนนด้วยวิธีของอนันต์ เพศชาย และเพศหญิงมีค่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยที่ เพศชายเปอร์ เซนต์คะแนนการเดาสูงกว่าเพศหญิง ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานข้อ 6 ที่ว่าแบบ ทดสอบความถนัดทางการเรียนที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียว เมื่อใช้การตอบและการตรวจ ให้คะแนนด้วยวิธี 0-1 วิธีของคูมบ์ส และวิธีของอนันต์ เพศชายและเพศหญิง มีเปอร์ เซนต์ของความถนัดแตกต่างกัน เพียงเฉพาะการตอบและตรวจด้วยวิธีของอนันต์เท่า นั้น

2. เปอร์เซนต์ความถนัดบางส่วน ของแบบทดสอบความถนัดทางการเรียน แบบที่มีตัวเลือกถูกหลายตัว เมื่อตอบและตรวจให้คะแนนด้วยวิธีของคูมบ์ส เพศชาย และเพศหญิงมีค่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ระดับ .05 โดยที่ เพศหญิงมี เปอร์เซนต์ความถนัดบางส่วน สูงกว่าเพศชาย ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานข้อ 7 ที่ว่า แบบทดสอบความถนัดทางการเรียนแบบที่มีตัวเลือกถูฏหลายตัวเมื่อใช้กาารตอบและ การตรวจให้คะแนนด้วยวิธี 0-1 วิธีของคูมบ์ส และ วิธีของอนันต์ เพศชายและเพศ หญิง และเปอร์เซนต์ของความถนัดแตกต่างกัน เพียงเฉพาะการตอบและการตรวจ ด้วยวิธีของคูมบ์ส เท่านั้น

เมื่อศึกษาในเพศชาย พบว่า

1. เปอร์เซนต์ความถนัดทั้งหมด ของแบบทดสอบความถนัดทางการเรียน ที่ มีตัวเลือกถูกตัวเดียว และตัวเลือกถูกหลายตัว เมื่อตอบและตรวจให้คะแนนด้วยวิธี ของคูมบ์สและวิธีของอนันต์ มีค่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยที่ แบบทดสอบความถนัดทางงการเรียนแบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดีย มีเปอร์เซนต์ ความถนัดทั้งหมดสูงกว่าแบบที่มีตัวเลือกถูกหลายตัว

2. เปอร์เซนต์ความถนัดบางส่วน ของแบบทดสอบความถนัดทางการเรียน แบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียว และตัวเลือกถูกหลายตัว เมื่อตอบและตรวจให้คะแนนด้วย วิธีของคูมบ์สมีค่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยที่ แบบทดสอบ ความถนัดทางการเรียนแบบที่มีตัวเลือกถูกหลายตัว มีค่าสูงกว่าแบบที่ตัวเลือกถูกตัว เดียว

3. เปอร์เซนต์ไม่มีความถนัด ของแบบทดสอบความถนัดทางการเรียนแบบ ที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียว และตัวเลือกถูกหลายตัว เมื่อตอบและตรวจให้คะแนนด้วยวิธี ของคูมบ์ส์ มีค่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยที่ แบบทดสอบ ความถนัดทางการเรียนแบบที่มีตัวเลือกถูกหลายตัว มีค่าสูงกว่าแบบที่มีตัวเลือกถูกตัว เดียว

4. เปอร์เซนต์คะแนนการเดา ของแบบทดสอบความถนัดทางการเรียนแบบ ที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียว และตัวเลือกถูกหลายตัว เมื่อตอบและตรวจให้คะแนนด้วยวิธี ของคูมบ์ส และวิธีของอนันต์ มีค่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยที่ แบบทดสอบความถนัดทางการเรียนแบบที่มีตัวเลือกถูกหลายตัว มีค่าสูงกว่า แบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียว ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานข้อ 8.2 ที่ว่า แบบทดสอบความ ถนัดทางการเรียนทั้ง 2 ลักษณะ คือ แบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียวและตัวเลือกถูกหลาย ตัว เมื่อใช้การตอบและตรวจให้คะแนนด้วยวิธีของคูมบ์ส ในเพศชาย มีเปอร์เซนต์ ของความถนัดแตกต่างกัน

และสอดคล้องสมมติฐานข้อ 8.3 ที่ว่า แบบทดสอบความถนัดทางการเรียน ทั้ง 2 ลักษณะ คือ แบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียวและตัวเลือกถูกหลายตัว เมื่อใช้การตอบ และตรวจให้คะแนนด้วยวิธีของอนันต์ ในเพศชาย มีเปอร์เซนต์ของความถนัดแตก
ต่างกัน

เมื่อศึกษาในเพศหญิง พบว่า

1. เปอร์เซนต์ความถนัดทั้งหมด ของแบบทดสอบความถนัดทางการเรียน แบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียว และตัวเลือกถูกหลายตัว เมื่อตอบและตรวจให้คะแนนด้วย วิธีของคูมบ์สและวิธีของอนันต์ มีค่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยที่ แบบทดสอบความถนัดทางการเรียนแบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียว มีเปอร์เซนต์ ความถนัดทั้งหมดสูงกว่าแบบที่มีตัวเลือกถูก หลายตัว

2. เปอร์เซนต์ความถนัดบางส่วน ของแบบทดสอบความถนัดทางการเรียน แบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียว และตัวเลือกถูกหลายตัว เมื่อตอบและตรวจให้คะแนนด้วย วิธีของคูมบ์ส มีค่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แต่เมื่อตอบและ ตรวจให้คะแนน ด้วยวิธีของอนันต์ มีค่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยที่ แบบทดสอบความถนัดทางการเรียนแบบที่มีตัวเลือกถูกหลายตัว มีค่าสูง กว่าแบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียว

3. เปอร์เซนต์ไม่มีความถนัด ของแบบทดสอบความถนัดทางการเรียนแบบ ที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียว และตัวเลือกถูกหลายตัว เมื่อตอบและตรวจให้คะแนนด้วยวิธี ของคูมบ์ส และวิธีของอนันต์ มีค่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถืติที่ระดับ .01 โดยที่ แบบทดสอบความถนัดทางการเรียนแบบที่มีตัวเลือกถูกหลายตัว มีค่าสูงกว่า แบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียว

4. เปอร์เซ็นต์คะแนนการเดา ของแบบทดสอบความถนัดทางการเรียน แบบ ที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียว และตัวเลือกถูกหลายตัว เมื่อตอบและตรวจให้คะแนนด้วยวิธี ของคูมบ์สพบว่ามีค่าเท่ากัน คือ 47.73 % แต่เมื่อตอบและตรวจให้คะแนนด้วยวิธีของ อนันต์ พบว่ามีค่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยที่ แบบ ทดสอบความถนัดทางการเรียนแบบที่มีตัวเลือกถูกหลายตัว มีค่าสูงกว่าแบบที่มีตัว เลือกถูกตัวเดียว

ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานข้อ 9.2 ที่ว่า แบบทดสอบความถนัดทางการ เรียนทั้ง 2 ลักษณะ คือแบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียวและตัวเลือกถูกหลายตัว เมื่อใช้การ ตอบและตรวจให้คะแนนด้วยวิธีของคูมบ์ส ในเพศหญิง มีเปอร์เซนต์ของความถนัด แตกต่างกัน และสอดคล้องกับสมมติฐานข้อ 9.3 ที่ว่า แบบทดสอบความถนัดทางเรียน ทั้ง2 ลักษณะ คือแบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียวและตัวเลือกถูกหลายตัว เมื่อใช้การตอบ และตรวจให้คะแนนด้วยวิธีของอนันต์ ในเพศหญิง มีเปอร์เซนต์ของความถนัดแตก ต่างกัน

สำหรับในเรื่องเปอร์เซนต์ของความถนัดสามารถบอกได้ว่า นักเรียนคนใด มีความถนัดในเรื่องที่ทดสอบในระดับใด ได้อย่างละเอียด เพราะจากคะแนนที่ได้จะ แยกได้ว่า มีความถนัดทั้งหมด ถนัดเพียงบางส่วน ไม่มีความถนัดเลย หรือเดา ซึ่งการ ตอบและตรวจด้วยวิธี0-1 บอกไม่ได้ละเอียดอย่างนี้ จากผลการวิจัย กล่าวโดยสรุปได้ ว่า

1. แบบทดสอบความถนัดทางการเรียนแบบที่มีตัวเลือกถูกหลายตัว เมื่อ ตอบและตรวจด้วยวิธีของอนันต์ มีเปอร์เซนต์ความถนัดทั้งหมด สูงกว่าวิธีของคูมบ์ส และเมื่อตอบและตรวจด้วยวิธีของคูมบ์ส มีเปอร์เซนต์ไม่มีความถนัด สูงกว่าวิธีของ อนันต์

2. แบบทดสอบความถนัดทางการเรียนแบบที่มีตัวเลือกถูกตัวเดียวและตัว เลือกถูกหลายตัว เมื่อตอบและตรวจด้วยวิธีของอนันต์ มีเปอร์เซนต์ความถนัดบางส่วน สูงกว่าวิธีของคูมบ์ส และเมื่อตอบและตรวจด้วยวิธีของคูมบ์ส มิเปอร์เซนต์คะแนน การเดา สูงกว่าวิธีของอนันต์ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าวิธีของคูมบ์สนั้น ให้เลือกเฉพาะตัว เลือกที่ผิด แล้วเว้นตัวเลือกที่ถูกไว้ คะแนนที่ได้จึงเป็นความถนัดทั้งหมดในกรณีที่ ตอบถูก หรือกลายเป็นคะแนนการเดาไปเลยในกรณีที่ตอบผิด วิธีของคูมบ์สจึงมีเปอร์ ความถนัดบางส่วน น้อยกว่าวิธีของอนันต์ เพราะวิธีของอนันต์การให้คะแนนในแต่ ละรายตัวเลือก เป็นอิสระไม่ขึ้นกับตัวเลือกอื่น ๆ โอกาสที่จะได้คะแนนบางส่วน ซึ่งก็ หมายถึงความถนัดบางส่วน จึงมีมากกว่าวิธีของคูมบ์ส และวิธีของอนันต์นักเรียนจะ เดาทั้งภายในตัวเลือกหนึ่ง ๆ ว่าเป็นตัวเลือกที่ถูกหรือผิด และระหว่างตัวเลือกว่าตัว เลือกใดเป็นตัวเลือกถูก จึงทำให้เปอร์เซนต์คะแนนการเดา ตามวิธีของอนันต์มีน้อย กว่าวิธีของคูมบ์ส์

ข้อเสนอแนะ

1. จากผลการวิจัยทำให้ทราบว่า การตอบและการตรวจให้คะแนนด้วยวิธีของ อนันต์ ให้ค่าความเชื่อมั่นสูงกว่าวิธี 0-1 ที่ใช้ในปัจจุบัน และยังสามารถวัดความถนัด ของนักเรียนได้ละเอียดกว่าวิธี 0-1 ทำให้ทราบถึงความถนัดทั้งหมดที่มี ความถนัด เพียงบางส่วน ความไม่ถนัดหรือทราบคะแนนการเดา ได้จากธรรมชาติของวิธีกาาร ตอบและตรวจ โดยไม่ต้องหาจากระดับความไม่แน่ใจ ซึ่งนักเรียนอาจเสแสร้งได้ จึง ควรนำวิธีของอนันต์ ไปใช้ในการตอบ และตรวจแบบทดสอบ โดยเฉพาะแบบ ทดสอบความถนัดทางการเรียน เพราะสามารถทราบความถนัดที่แท้จริงของนักเรียน ได้อย่างละเอียด ดังได้กล่าวแล้วข้างต้น ซึ่งจะส่งผลให้นำคะแนนที่ได้ไปใช้ประโยชน์ อย่างถูกต้องตรงตามความถนัดที่แท้จริงของนักเรียน

2. การศึกษาครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ศึกษารูปแบบการตอบและการตรวจให้ คะแนน กับแบบทดสอบความถนัดทางการเรียน จึงควรศึกษากับระดับชั้นนี้อีกครั้ง โดยเปลี่ยนกลุ่มตัวอย่างและหาค่าความเที่ยงตรงโดยการวิเคราะห์องค์ประกอบ เพื่อ นำผลมาเปรียบเทียบกับการศึกษาครั้งนี้

3. ควรมีการศึกษาเรื่องนี้กับแบบทดสอบความถนัดทางการเรียนระดับอื่น ๆ เช่นระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ระดับปริญญา หรือศึกษากับความถนัดพิเศษ เช่น ความถนัดทางช่างความถนัดทางดนตรี เป็นต้น