การเปรียบเทียบความเข้าใจในการอ่านและเจตคติต่อการเรียนภาษาไทยของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการสอนแบบอเมริกา กับการสอนปกติ :

A COMPARISON OF PRATHOM SUKSA V STUDENTS' READING COMPREHENSION AND ATTITUDE TOWARDS TEACHING THAI THROUGH THE ERICA MODEL AND THE TRADITIONAL METHOD   

ผู้ทำการวิจัย  นางสาวจุไรรัตน์ เพิ่มสุข 
ตำแหน่ง อาจารย์ 2 ระดับ 6  
สถานที่ทำงาน โรงเรียน บ้านคลองหนึ่ง ตำบลไทรใหญ่ อำเภอไทรน้อย จังหวัด นนทบุรี 11150
บ้าน 55/17 หมู่ 4 ซอยเจริญวิถี ถนนบางแวก แขวงคลองขวาง  เขตภาษีเจริญ กรุงเทพ 10160
โทรศัพท์ 8650472
ระยะเวลาในการวิจัย ตุลาคม 2536 - มกราคม 2538
ประเภทของงานวิจัย วิทยานิพนธ์ปริญญาโท เพื่อเสนอต่อ มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์ วิโรฒประสานมิตร

ความเป็นมา

การอ่านเป็นทักษะทางภาษาด้านการรับรู้ที่มีความสำคัญมากเนื่องจากเป็น เครื่องมือในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ แต่ผลการประเมินคุณภาพนักเรียนชั้นประถมศึกษา จังหวัดนนทบุรีและสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติในราย สมรรถภาพความเข้าใจในการอ่านจับใจความอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน นักเรียนไม่สามารถจับใจความความจากเรื่องที่อ่านได้จึงทำให้นักเรียนมีเจตคติที่ไม่ดี ต่อการอ่านด้วย จากสาเหตุดังกล่าวส่งผลให้นักเรียนมีปัญหาในการอ่าน จึงควรหาวิธีการแก้ไข สำหรับการวิธีการสอนแบบอเมริกาน่าจะเป็นวิธีการสอนรูปแบบหนึ่งที่จะนำมาใช้ ในการสอนเพื่อแก้ไขปัญหาเนื่องจากการสอนแบบอเมริกามีการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษา โดยเริ่มพัฒนาทักษะการอ่านไปสู่ทักษะอื่น ๆ อย่างบูรณาการ จุดสำคัญของการสอนคือการจัดกิจกรรมในการสอนอ่านเพื่อพัฒนา ความเข้าใจในการอ่านนักเรียนสามารถจับใจความสำคัญของเรื่องที่อ่านได้ตรงกับที่ ผู้เรียนต้องการสื่อสาร จึงทำให้อ่านเรื่องดังกล่าวได้เร็วและเข้าใจส่งผลให้ผู้เรียนมี ความเข้าใจในการอ่านจับใจความและเกิดเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาไทย ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาเปรียบเทียบความเข้าใจในการอ่านและเจตคติต่อการเรียน ภาษาไทยโดยใช้การสอนแบบอเมริกากับการสอนปกติเพื่อจะได้นำผลการวิจัยไปเป็นแนวทางในการสอนอ่านและจะได้ทราบว่าผลการสอนโดยวิธีนี้สามารถใช้ได้ผลดีกับ
การเรียนภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ได้มากน้อยเพียงใด แนวคิด/ทฤษฎีที่ใช้ในการวิจัย การสอนแบบอเมริกาได้นำหลักทฤษฎีภาษาศาสตร์เชิงระบบซึ่งเน้นการใช้ภาษา เพื่อการสื่อเนื้อความจากปริบทภาษา (Context) มาใช้เป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะทำ ให้เนื้อความเป็นที่เข้าใจได้อย่างถูกต้องและยึดหลักจิตวิทยาเกี่ยวกับการใช้ ประสบการณ์เดิมมาผสมผสานกับความรู้ใหม่รวมทั้งการสอนเพื่อการสื่อสารโดยมีการ จัดกิจกรรมในการเรียนการสอนในแบบบูรณาการที่จะทำให้ผู้เรียนได้ใช้ทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนควบคู่กันไป

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

  1. เพื่อเปรียบเทียบความเข้าใจในการอ่านภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 ที่ได้รับการสอนแบบอเมริกา (ERICA MODEL) กับการสอนปกติ
  2. เพื่อเปรียบเทียบเจตคติที่มีต่อวิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการสอนแบบอเมริกา (ERICA MODEL) กับการสอนปกติ

วิธีดำเนินการวิจัย

  1. ระเบียบวิธีวิจัยและแบบวิจัย เป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยใช้แบบแผนการ ทดลองที่มีกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมแบบสุ่มมีการสอบครั้งแรกกับสอบครั้งหลัง (Randomized Control Group Pretest Posttest Design)
  2. ตัวแปร และนิยามปฏิบัติการ

ตัวแปรที่ศึกษา

  1. ตัวแปรอิสระ ได้แก่ วิธีการสอน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 วิธี คือ การสอนแบบอเมริกาและการสอนปกติ
  2. ตัวแปรตาม ได้แก่ ความเข้าใจในการอ่านภาษาไทยและเจตคติต่อการเรียนภาษาไทย

นิยามปฏิบัติการ

  1. การสอนแบบอเมริกา (ERICA MODEL - Effective Reading In Content Areas) หมายถึง การสอนภาษาไทยแบบอเมริกา โดยใช้แนวการสอนของมอริส และสจ็วต ดอร์ (Morris and Stewart - Dore) ซึ่งเริ่มต้นพัฒนาทักษะการอ่านไปสู่ทักษะอื่น ๆ อย่างบูรณาการโดยเน้นการใช้ความรู้เดิมของผู้เรียนเพื่อจับใจความทำความเข้าใจกับเรื่องที่อ่านและสามารถสื่อความหมายจากเรื่องที่อ่านไปยังทักษะอื่น ๆ ซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้
  2. การสอนปกติ หมายถึง การจัดการสอนโดยให้ผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรมการเรียน การสอนตามแนวในคู่มือการสอนภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการตามหลักสูตรประถมศึกษาพุทธศักราช 2521
  3. ความเข้าใจในการอ่านภาษาไทย หมายถึง ความสามารถของนักเรียนในด้านการแปลความ ตีความ ขยายความ และจับใจความสำคัญของเรื่องที่อ่านซึ่งวัดได้จากแบบทดสอบวัดความเข้าใจในการอ่านที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นโดยผ่านการตรวจจากผู้เชี่ยวชาญ และนำไปหาคุณภาพแล้ว
  4. เจตคติต่อการเรียนภาษาไทย หมายถึง ความรู้สึกนึกคิดของบุคคลที่มีต่อการเรียนภาษาไทย ซึ่งวัดได้จากแบบสอบถามวัดเจตคติต่อการเรียนภาษาไทยที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยผ่านการตรวจจากผู้เชี่ยวชาญ และนำไปหาคุณภาพแล้ว

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

ประชากร

ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้านี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2537 โรงเรียนวัดแจ้งศิริสัมพันธ์ สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี มีจำนวนห้องเรียน 5 ห้อง จำนวนนักเรียนทั้งหมด 150 คน โดยมีเหตุผลในการเลือกโรงเรียนดังนี้

  1. เป็นโรงเรียนที่เปิดสอนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี
  2. เป็นโรงเรียนที่มีสถิติการมาเรียนของนักเรียนสูง
  3. เป็นโรงเรียนที่มีนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2537 ตั้งแต่ 2 ห้องเรียนขึ้นไป และมีจำนวนนักเรียนอย่างน้อย ห้องเรียนละ 30 คน
  4. เป็นโรงเรียนที่จัดห้องเรียนแบบคละโดยมีนักเรียนเก่ง ปานกลาง และอ่อนคละกัน

กลุ่มตัวอย่าง

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2537 ของโรงเรียนวัดแจ้งศิริสัมพันธ์ สำกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี การเลือกกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling)โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. เลือกห้องเรียนโดยสุ่มอย่างง่าย จำนวน 2 ห้องเรียน จากจำนวน 5 ห้องเรียน
  2. จากกลุ่มตัวอย่างห้องเรียน 2 ห้อง เลือกโดยจับฉลากอีกครั้งเป็นกลุ่มทดลองและ กลุ่มควบคุมมีนักเรียนกลุ่มทดลองจำนวน 30 คน กลุ่มควบคุมจำนวน 30 คน

การพัฒนาเครื่องมือวิจัย และวิธีวัดค่าตัวแปร

  1. เรื่องที่ใช้เป็นสื่อในการสอนอ่านของกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมจะคัดเลือกจากหนังสือวารสาร นิตยสาร ที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน จำนวน 24 เรื่องและให้ผู้เชี่ยวชาญคัดเลือกได้ทั้งหมด 9 เรื่อง
  2. แผนการสอนทั้งกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม ใช้เนื้อเรื่องเดียวกัน ซึ่งได้จากการคัดเลือกจากผู้เชี่ยวชาญแล้ว 9 เรื่อง กลุ่มทดลองใช้แผนการสอนอ่านที่ใช้การสอนแบบอเมริกา จำนวน 54 คาบ ส่วนแผนการสอนกลุ่มควบคุมเป็นแผนการสอนที่ใช้ขั้นตอนการสอนตามคู่มือครูภาษาไทยพุทธศักราช 2521 จำนวน 54 คาบ
  3. แบบทดสอบวัดความเข้าใจในการอ่าน โดยสร้างแบบทดสอบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 50 ข้อและนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ จากนั้นได้นำไปทดลองสอบกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 100 คน เพื่อหาค่าความยากง่ายและค่าอำนาจ จำแนกของข้อสอบแต่ละข้อ โดยใช้เทคนิค 27 % ของ จุง เตห์ ฟาน และนำแบบทดสอบที่วิเคราะห์แล้วไปทดสอบเพื่อหาค่าความเชื่อมั่นต่อไป
  4. แบบสอบถามวัดเจตคติ สร้างแบบสอบถามวัดเจตคติวิชาภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 หน่วย ของลิเคิร์ท จำนวน 50 ข้อ ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ และนำไปทดลองนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างจำนวน 100 คน จากนั้นนำไปวิเคราะห์เพื่อหาค่าอำนาจจำแนกโดยการแจกแจงแบบที ได้จำนวน 20 ข้อ ไปทดสอบหาค่าความเชื่อมั่น จำนวน 50 คน แล้วนำผลมาตรวจให้คะแนนและวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่น โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค

การรวบรวมข้อมูล

ผู้วิจัยได้ดำเนินการด้วยตนเองดังนี้

  1. ข้อมูลที่ได้จาการทดสอบ ผู้วิจัยได้ตรวจคำตอบโดยการใช้คะแนนข้อถูก 1 คะแนน ข้อผิด 0 คะแนน
  2. ข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามวัดเจตคติ ผู้วิจัยได้นำมาตรวจให้คะแนนดังนี้

สำหรับข้อความที่เป็นบวกซึ่งมีระดับการวัดเจตคติจำแนกเป็นเห็นด้วยอย่างยิ่ง เห็นด้วย ไม่แน่ใจไม่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งโดยผู้วิจัยได้ให้คะแนนดังนี้ 5,4,3,2,1 ตามลำลับ ส่วนข้อความที่เป็นลบซึ่งมีระดับการวัดเจตคติดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยได้ให้คะแนนดังนี้ 1,2,3,4,5 ตามลำดับ

  1. การวิเคราะห์แบบทดสอบเป็นรายข้อนั้นผู้วิจัยได้นำคะแนนของนักเรียนกลุ่มทดสอบมาคำนวณหาค่าความยากง่ายและหาค่าอำนาจจำแนกของข้อสอบโดยใช้
    เทคนิค 27 เปอร์เซ็นต์ ได้ค่าความยากง่าย อยู่ระหว่าง .22-.80 และค่าอำนาจจำแนก อยู่ระหว่าง .22-.79 ได้ข้อสอบจำนวน 30 ข้อ
  2. นำแบบทดสอบเพื่อหาค่าความเชื่อมั่น โดยใช้สูตร KR-20 ได้ค่าความเชื่อมั่น .70
  3. นำแบบทดสอบถามวัดเจตคติมาหาค่าอำนาจจำแนก โดยการแจกแจงแบบที (t-distri-bution) ได้ค่าอำนาจจำแนก 3.52-5.68 จำนวน 20 ข้อ นำแบบทดสอบถามที่ค่าอำนาจจำแนกแล้วไปทดสอบหาค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ได้ค่าความเชื่อมั่น .84

สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ

  1. นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้การสอนแบบอเมริกากับนักเรียนที่ได้รับการสอนปกติ มีความเข้าใจในการอ่านภาษาไทยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยที่ค่าเฉลี่ยของคะแนนความเข้าใจในการอ่านภาษาไทยของนักเรียนกลุ่มที่ได้รับการสอนแบบอเมริกาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนกลุ่มที่ได้รับการสอนปกติซึ่ง
    สอดคล้องกับสมมติฐานข้อที่ 1
  2. นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้การสอนแบบอเมริกากับนักเรียนที่ได้รับการสอนปกติ มีเจตคติต่อการเรียนภาษาไทยแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยที่ค่าเฉลี่ยของคะแนนเจตคติต่อการเรียนภาษาไทยของนักเรียนที่ได้รับการสอนแบบอเมริกาสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยของกลุ่มที่ได้รับการสอนปกติ ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานข้อที่ 2

ข้อเสนอแนะ

  1. ก่อนนำวิธีการสอบแบบอเมริกาไปใช้ควรศึกษารายละเอียดให้เข้าใจเสียก่อน เพื่อจะได้จัดการ เรียนการสอนเป็นไปตามขั้นตอน
  2. ลักษณะของเนื้อเรื่องที่จะนำมาสอนต้องเหมาะสมกับระดับชั้นและความสนใจของผู้เรียนรวมทั้งเป็นเรื่องที่ผู้เรียนสามารถพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน นอกจากผู้เรียนจะได้ความรู้ที่กว้างขวางแล้วยังช่วยให้ผู้เรียนเกิดความสนุกสนานและสนใจเรียน
  3. ในการเรียนการสอนช่วงแรกควรเลือกเนื้อหาที่สั้นเหมาะกับกิจกรรมในแต่ละขั้นตอน
  4. การสอนแบบอเมริกาเป็นการสอนที่เน้นกระบวนการที่ทำงานเป็นกลุ่มและการคิดเป็นระบบควรให้ผู้เรียนได้ฝึกทำด้วยตนเองให้มากที่สุดครูจึงเป็นเพียงผู้แนะนำ ในกรณีที่นักเรียนต้องการให้ช่วยเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะกระบวนการทางความคิดต่อไป
  5. ครูควรใช้สื่อ แผนภูมิ บัตรคำช่วยเพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนได้รวดเร็วขึ้น และสอนได้ตรงตามระยะเวลาที่กำหนดไว้